Mt. Rinjani trekking รินจานีใครไม่ไหว แผ่นดินไหว

สวัสดีค่า

Blog แรก ขอแชร์ประสบการณ์การไปเดินTrekkingที่ราชินีแห่งลอมบอก ที่เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซียค่า

รีวิวนี้เดิมตั้งใจจะมาเขียน ตั้งแต่กลับมา แต่ยุ่งกับงานจนผลัดมาเรื่อยๆ
ประกอบกับรินจานีก็ปิดเพราะแผ่นดิวไหว จนผ่านไปนานแล้ว
ความทรงจำก็เริ่มเลืองลาง รูปก็เริ่มหายไปบ้างอะไรบ้าง

วันนี้เราเห็นเอเจ้นที่เราใช้บริการโพสต์ว่ารินจานีอาจจะกลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอีกครั้งเร็วๆ นี้
แต่ขึ้นไปตรงรอบๆ ปล่อง ไม่ได้ขึ้น Summit กับลงไปที่ทะเลสาป เลยตั้งใจใช้วันหยุดสงกราน์เขียนให้จบ
เผื่อมีใครสนใจไปเดินที่รินจานีเร็วๆ นี้

เราไปช่วงวันหยุดยาว 27 – 29 กรกฎาคมปีที่แล้ว เป็นช่วงที่คนไทยไปเยอะมาก บรรยากาศสนุกสนานเหมือนเดินป่าอยู่เมืองไทย
ซึ่งช่วงนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งแรกในรอบหลาย 10 ปีของตรงนั้น ซึ่งคนไทยไปติดอยู่ที่ทะเลสาปเยอะมาก
และรินจานีก็ปิดให้เดินตั้งแต่นั้น สงสารชาวบ้านแถวนั้นที่ต้องขาดรายได้ เพราะเกือบทุกครอบครัวดำรงชีพด้วยการท่องเที่ยวรินจานีทั้งนั้น
ทั้งเปิดบริษัท เป็นไกด์ ลูกหาบ เปิดร้านอาหาร ภาวนาให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมเร็ววัน เราเองก็อยากกลับไปแก้มือ เพื่อพิชิตยอดให้ได้

การเตรียมตัวไปรินจานี

สายการบิน
ตอนนี้ยังไม่มี่เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพไปถึงลอมบอกนะคะ
จะสามารถบินไปเปลี่ยนเครื่อง อย่าง Air Asia ที่กัวลาลัมเปอร์, Lion Air ที่จาการ์ตา หรือบินไปบาหลีแล้วต่อเครื่องไปเกาะลอมบอกได้ค่ะ

ส่วนเราจะไปเที่ยวบาหลีต่อ ราคาตั๋วเครื่องบินช่วงเทศกาลก็แพงสุด ๆ 
เลยซื้อตั๋วไปกลับ กทม – บาหลี ละต่อเครื่องไปลอมบอกอีก 1 ตุ้บ

เราเลือกบิน Singapore Airline เพราะรวมราคานี่นั่น ถูกกว่าสายอื่น แต่ข้อเสียคือ เสียเวลาเดินทางไปเป็นวัน
แต่ Singapore Airline เขามีไฟลท์อื่น ที่บินออกจากกรุงเทพช่วงกลางคืน มาถึงบาหลีตอนเช้าก็มีนะคะ แต่วันเราไม่อำนวย

แล้วตอนเช้าต่อ Lion Air ไปลอมบอกค่ะ จากบาหลีไปลอมบอก ใช้เวลาบินแค่ 25 นาทีเองค่ะ แปปเดียวมากๆ
หรือถ้าใครสนใจสั่งเรือ Ferry จากบาหลีไปลอมบอกก็ได้ค่ะ ใช้เวลาตั้งแต่ออกจากบ้านถึงเท่าเรืออีกฝั่ง เบาๆ แค่11 ชั่วโมงเอง
ช่วงที่เราคลื่นสูงเรือเร็วมาบาหลีงดวิ่ง และแผ่นดินไหวคนเลยบินออกจากลอมบอกเยอะ ตั๋วเครื่องบินเต็ม
เราเลยได้นั่งเรือเฟอร์รี่จากลอมบอกกลับบาหลี ทรมาณสุดๆ  เดี๊ยวเราจะมารีวิวในรีวิวหน้าค่ะ

เอเจ้นนำเที่ยว
ที่รินจานีมีเอเจ้นนำเที่ยวเยอะมากค่ะ เราอ่านรีวิวใน Tripadvisors แล้วก็ลองคุยไป 4-5 เจ้า
มีตั้งแต่ราคาทริป 3 วัน 2 คืน 3,000 บาท ยัน 10,000 บาท
ซึ่งแน่นอนการบริการ อาหาร ก็จะแตกต่างกันไป เจ้าที่แพงหน่อยจะมีจะมีเก้าอี้นั่งบนเขาให้
หรือถ้าเราไม่จองไปก่อน เราสามารถไปเดินหาที่หมู่บ้าน Senaru ที่ตั้งของบริษัททัวร์ทั้งหลายได้เลยค่ะ
เราสามารถไปจอยกับกลุ่มอื่นได้ด้วยค่ะ ยิ่งไปเยอะยิ่งได้ราคาถูก

ส่วนเราตอนแรกตัดสินใจใช้เจ้านึง ราคาประมาณ 245 USD ต่อคน แต่เขาตอบอีเมลกับ whatapps เราช้ามากค่ะ
บางที 2 อาทิตย์ยังไม่ตอบเลย ใกล้จะไปแล้ว ยังนัดแนะอะไรไม่ได้ จนต้องถอดใจหาเจ้าใหม่กระทันหัน
เราลองดูรีวีวในพันทิปกับ Tripadvisors มีคนรีวิว yannick trekker อยู่บ้าง
เลยลองอีเมลไปคุยกับเขาดู ซึ่ง yannick ให้ราคาต่อหัวประมาณ 150 USD
ราคาโอเค รีวิวพอใช้ สามารถติดต่อผ่านทาง whatapps ได้ตลอด เราเลยเลือก  yannick trekker
ราคา 150 USD นี้จะรวมรถรับส่งไปกลับสนามบินหรือท่าเรือต่างๆ มีไกด์ 2 คน
ลูกหาบ 6 คน แบกของส่วนรวม พวกเตนท์  ถุงนอน แผ่นรองนอน อาหารจะทำให้เราทุกมื้อ
ถ้าใครจะจ้างลูกหาบแบกของส่วนตัวเพิ่มก็ต้องจ่ายอีก 20 USD แบกให้เราได้ได้ประมาณ 20 กก. ไปกันหลายคนก็แชร์ๆ กัน

แผนการเดิน
ที่รินจานีจะมีแผนให้เลือกหลายแบบ ทั้งเดิน 2 วัน 1 คืน / 3 วัน 2 คืน / 4 วัน 3 คืน ยันอยู่เป็นอาทิตย์ก็มี
เราเลือกแผน 3 วัน 2 คืน เพราะเพื่อนในกลุ่มต้องรีบกลับ ถ้าคนที่เลือก 4 วัน 3 คืนจะได้นอนที่ริมทะเลสาป 1 คืน
ต่อไปหากรินจานีเปิดให้เดินได้หมด เราแนะนำว่าใครมีเวลาเหลือให้เดิน 4 วัน 3 คืน จะเดินสบายกว่าและไม่ต้องรีบเดินมาก
นอกจากวันที่จะเดินแล้ว ก็จะมีให้เลือกขึ้นจาก 2 ฝั่ง คือฝั่ง Sembalun กับ ฝั่ง Senaru

ฝั่งSembalun
ทางฝั่งนี้จะเป็นทุ่งหญ้า ช่วงตั้งแต่จุดเริ่มเดิมไป Pos 1 กับ Pos 2 ทางไม่ชันมาก มีเนินพอให้เดินเหนื่อยเล็กน้อย
ข้อเสียคือ แดดจะร้อนมากกกกกกกกกกก ไม่มีต้นไม้ให้หลบ และฝุ่นเยอะมาก คนแพ้ฝุ่นนี่แย่เลย 
หลังจาก Pos2 ไป Pos3 ถึง Pos 4 ยันจุดตั้งแคมป์จะเป็นทางขึ้นเขาอย่างเดียว เหนื่อยเอาเรื่องๆ เลย
ฝั่งนี้จะขึ้น Summit ตั้งแต่คืนแรก

ใครอยากประหยัดพลังงาน ฝั่งนี้จะมีมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้บริการ
ตั้งแต่จุดเริ่มเดิม ขี่พาไปถึง Pos 2 ได้เลยนะ ราคาประมาณ 500 บาท 

ฝั่ง Senaru
ทางขึ้นอยู่ตรงหมู่บ้านที่เราพักเลย ระหว่างทางไม่จะร้อนมากเพราะจะมีต้นใม้ร่มเย็นไปตลอดทาง แทบไม่เจอแดดเลย
ข้อเสียคือ ทางจะเป็นแบบเดินขึ้นเขาอย่างเดียว ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แทบไม่เจอทางราบเลย เพราะงั้นน่าจะเหนื่อยกว่าอีกฝั่งมากๆ 
ฝั่งนี้จะขึ้น Summit ในคืนที่ 2

นักท่องเที่ยวส่วนมากเลยเลือกขึ้นฝั่ง Sembalun เพราะเดินง่ายกว่าในวันแรก

สภาพอากาศ
อ้างอิงจากช่วงที่เราไปนะคะ เดือนกรกฏาคม ที่เขาว่าเป็นฤดูร้อนและเป็นฤดูท่องเที่ยวของรินจานี จะไม่ค่อยมีเจอฝนตก
ระหว่างเดิน จะเจอหลายสภาพอากาศมาก ช่วงแรกจะเจอแดดร้อนมาก
 หลัง Pos2 จะเดินในหมอก มีละอองฝนโปรยๆ เดินพ้นเมฆขึ้นไปจะเจอแดดอีก

ช่วงใกล้ที่กางเตนท์อากาศจะเริ่มเย็นลง และพอมืด อากาศจะหนาวมาก
ตอนเดินขึ้น Summit อากาศหนาวและลมแรงมาก หนาวแบบบางจุดทนไม่ไหว ต้องไปหลบหลังโขดหิน
เดินไปสักพักจะร้อนเหงื่อออก จะถอดเสื้อก็หนาว แต่งตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
วันที่ 2 และ 3 ก็จะวนไปอยู่อย่างนี้ เสื้อผ้าก็เดี๊ยวใส่เข้าเดี๊ยวถอดออก

อาหาร
อาหารที่ลูกหาบทำให้ ตอนเช้าทุกวันคือ แพนเค้กกล้วยดิบ เบื่อไปเลยทีเดียว จนเช้าวันสุดท้ายต้องขอเปลี่ยนเป็นมาม่าผัด
กลางวันวันแรกเป็น ข้าว ผัดผัก ไก่ทอด วันที่ 2 เราตกลงกับไกด์ว่าไม่ต้องทำ เพราะถ้าหยุดกินจะเดินไม่ทัน
มื้อเย็นวันแรกเป็นแกงกับข้าว รสชาติคล้ายๆ น้ำยากะทิบ้านเราใส่ไข่ต้ม เย็นวันที่ 2 เป็นข้าวผัดไกับไข่เจียว
ในกระเป๋าที่ไกด์จะแบกน้ำเปล่า + Pocari กับขนมขบเคี้ยวให้เราด้วย
ถ้าเลือกบริษัทที่ค่าทัวร์แพงกว่านี้ เขาจะมีลิสต์มาเลยว่าแค่ละมื้อเป็นเมนูอะไร 3 วันอาหารจะไม่ซ้ำเลยและมีของว่างให้อีก 
เราเอาน้ำพริกกระปุกเล็กๆ ไปเผื่อ ช่วยได้เยอะเลย

เสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินเขา
เสื้อผ้ากันหนาวแล้วแต่ใครขี้หนาวมาก หนาวน้อย หลักๆ ก็ Base layer , Fleece , Jacket , เสื้อกันลม
ถ้าใครเสื้อไม่กันน้ำ เอาเสื้อกันฝนไปเผื่อด้วยค่ะ 

นอกจากเสื้อผ้ากันหนาว ที่สำคัญก็พวกรองเท้า trekking กับไม้เท้าและไฟฉายคาดหัว
รองเท้า trekking ถ้าเป็นแบบหุ้มข้อจะดีมาก จะช่วยป้องกันขาพลิก และช่วยป้องกันการเดินเตะหิน
เลือกแบบที่ใส่สบายและทดลองใส่เดินก่อนไป จะได้ไม่ไปกัดที่นู่น
รองเท้าผ้าใบก็ไช้เดินได้นะคะ เอาเชือกไปเผื่อด้วย เพราะเห็นหลายคนมีปัญหาพื้นรองเท้าหลุด  

อีกอย่างถ้าใครมี Gaiter กันหิน ก็เอาไปด้วยค่ะ ไว้กันหินเข้ารองเท้า ตอนเดินขึ้น Summit
ไม่มีก็ไม่เป็นไรนะคะ กลุ่มเราก็ไม่มีใครมี คนที่ถึงยอดก็ถึงได้โดยไม่ได้ใช้ค่ะ

ไม้เท้า ถ้าไม่ได้ซื้อไป ที่นู่นมีให้เช่าคู่ละ 5 USD ช่วย support ตอนเดินขึ้นลงได้ดีมาก
ไฟฉายคาดหัวอย่าลืมเด็ดขาด เพราะต้องเอาไว้ใช้ตอนขึ้นยอด

ห้องน้ำบนเขา
ผู้หญิงจะลำบากหน่อย ห้องน้ำจะมีที่ Pos 2 จุดสุดท้าย หลังจากนั้นก็ต้องข้างทาง แต่คนเดินตลอดเวลา ไม่มีที่ให้หยุดพักเลย
ตรงที่กางเตนท์ แต่ละทัวร์จะขุดหลุมแล้วมีผ้าบังให้เรา  ถ่ายเบาพอไหว ถ่ายหนักเกรงใจเพื่อนที่จะเข้าต่อ
เอาทิชชู่เปียกไปเผื่อใช้เช็ดกับเอาไว้เช็ดตัวแทนการอาบน้ำค่ะ ใช้แล้วช่วยกันเก็บใส่ขยะมาทิ้งข้างล่างก็ได้ค่ะ ข้างบนขยะเยอะมาก 

การเตรียมตัวก่อนไป
เราออกกำลังกายโดย วิ่งอาทิตย์ละ 3 – 4 วัน วันละ 5 กิโลกับ Squat วันละ 100 ไป  ก่อนไป ซัก 2 เดือน
ช่วยได้เยอะเรื่องความแข็งแรงของขากับต้นขา ซึ่งโชคดีมากที่ไม่มีปัญหาเรื่องเจ็บต้นขาหรือน่องระเบิดเลย ถ้าเจ็บปวดขึ้นมาคงเดินต่อแทบไม่ไหว

ยังจำตอนไปเดินเขาแรกๆ แล้วเตรียมตัวไม่ไปพอ  ตื่นมาน่องระเบิดกับปวดขาไปหมด เดินต่อแทบไม่ได้ 

นอกจากเรื่องความแข็งแรงแล้ว เราเจอปัญหาเรื่องฝุ่นเยอะ ฝุ่นที่รินจานีคือตลบอบอวนมากๆ 
จนเราหายใจไม่ออก หายใจไม่ทัน ต้องเดินไปหยุดพักไปบ่อยๆ

รายละเอียดค่าใช้จ่าย เราสรุปถึงแค่รินจานีนะคะ เผื่อใครอยากมาแค่รินจานี
ตัวอย่างแยกของเรากับเพื่อน

ของเรา
ตั๋วเครื่องบิน Singapore Airline ไปกลับ กทม – สิงคโปร์ – บาหลี ประมาณ 8,900 บาท
ตั๋วเครื่องบิน Lion Air ขาไป บาหลี – ลอมบอก 750 บาท
ตั๋วเรือเฟอร์รี่ลอมบอก – บาหลี 450 บาท
ค่าทริปรินจานี 4,800 บาท
รวมประมาณ 14,900 บาท

ของเพื่อนที่มาแค่เดินรินจานี 4 วันนะคะ
ตั๋วเครื่องบินไป Lion Air กทม – จาร์กาตาร์ – ลอมบอก ประมาณ 8,000 บาท
ค่าทริปรินจานี 4,800 บาท
รวมประมาณ 12,800 บาท

จริงๆ ราคาจะถูกกว่านี้ ถ้ากดตั๋วเครื่องบินได้ถูกกว่านี้ แต่พวกเราเดินทางช่วงวันหยุดยาว ราคาเลยแพงมากๆ 
เรากดดูช่วงเวลาเดินทางอื่นราคาไปกลับ กทม- ลอมบอก ของ Air Asia หรือ Lion Air จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 6,000 บาทค่ะ

ทริปนี้ถ่ายรูปน้อย เพราเหนื่อยจนต้องเก็บกล้องที่ห้อยคอหนักๆ แล้วตั้งใจเดิน

หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางไปรินจานีกันเลยค่ะ

เราบินไฟลท์ออกจากกรุงเทพไปสิงคโปร์ แล้วต่อเครื่องไปบาหลี ถึงบาหลีประมาณ 1 ทุ่ม

ช่วงบินใกล้ถึงบาหลี อาทิตย์ตกพอดี มองออกไปจะเจอวิวภูเขาไฟหลายลูก สวยงามมาก

เรานอนเกสเฮาส์ข้างสนามบิน จากอาคารระหว่างประเทศเดินข้ามถนนก็ถึงเลย
เก็บกระเป๋าละเดินไปหาด Kuta ระหว่างทางมีร้านขายอาหารคึกคักมาก
แล้วก็รีบกลับมานอน เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ไปสนามบินเพื่อไปให้ทันไฟลท์ 9 โมงเช้า
ใช้เวลาบินแค่ 25 นาทีก็ถึงสนามบินลอมบอก

เรานัดทาง yannick ให้มารับตอน 13.00 น.กลุ่มเรามี 10 คน yannick ส่งรถมา 2 คัน
จากสนามบินไปหมู่บ้าน Sanaru ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง มีแวะจุดชมวิวกับร้านสะดวกซื้อ เพราะในหมู่บ้านไม่ค่อยมีของขาย
มาถึงที่พักก็เก็บของ แล้วก็มาฟัง yannick แจกแจกแผนการเดินและจ่ายเงินทั้งหมด แล้วก็ไปกินอาหารเย็นกัน
คนขับรถที่ไปรับเราที่สนามบิน พาเราไปกินร้านอาหารของครอบครัวเขา
ลองสั่งอาหารบ้านเขากิน พวกไก่ทอดตัวเล็กมาก ๆ ไม่รู้ว่าเป็นลูกไก่หรือเปล่า สะเทือนใจ รสชาติก็จะคล้ายๆ บ้านเรา

ห้องพักที่ yannick จัดให้เราพักดีเลยทีเดียว ห้องละ 2 คน ห้องกว้าง เตียงใหญ่ สะอาด เป็นห้องพัดลม
ตอนแรกคิดว่าจะร้อน แต่ผิดคาดอากาศหนาวมากๆ ขนาดเป็นหน้าร้อน
เราจัดแจงจัดของที่จะให้ลูกหาบแบกขึ้นไปกับเรา กับของที่จะฝากไว้ข้างล่าง  เราจ้างลูกหาบเพิ่มอีก 1 คนแล้วแชร์กันในกลุ่ม
จากประสบการณ์เดินป่าในไทย ถึงจะเดินมาน้อยนิดแต่ก็พอเรียนรู้ได้ว่า อย่าแบกอะไรขึ้นไปเยอะ แบกขึ้นไปก็ไม่ได้ใช้ 55
จัดของเสร็จ นัดแนะเวลาแล้วแยกย้ายกันเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม เพราะต้องตื่นเช้าและเดินทางอีกยาวไกลในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 1  27 / 07 /18

เราตื่นนอนตั้งแต่ 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวกิน เพื่อมากินอาหารเช้าตามที่ yannick นัดไว้ให้รวมตัวกันตอน 7 โมงเช้าและออกจากที่พัก 8 โมง

อาหารเช้าก็เป็น แพนเค้กกล้วยกับกาแฟสดสุดๆ กากมาเต็ม หน้าตายังงี้ หลังจากนี้ต้องเจอกับมันกันจนเบื่อไปเลย

แพนเค้กรสชาติเหมือนขนมเข่งทอด

จากที่พัก มองเห็นยอดรินจานีเลยค่ะ

นั่งรถไปจุดลงทะเบียนประมาณ 1 ชั่วโมง ใครเมารถง่ายกินยาแก้เมารถกันไว้เลยค่ะ มีหลายคนอาเจียนตั้งแต่ก่อนเริ่มเดิน โดนตัดกำลังเลย
ที่จุดลงทะเบียนคนเยอะล้นหลามมากค่ะ คนไทยเกือบทั้งหมด อบอุ่นเหมือนอยู่เมืองไทย
ลงทะเบียนก็ง่ายๆ เซ็นชื่อกับเลขพาสปอร์ต วันที่ขึ้นรินจานีกี่วัน จะขึ้น แค่นั้น

เซ็นชื่อลงทะเบียนแล้วนั่งรถอีก 15 นาที มาจุดเริ่มเดิน
ไกด์จะแจกน้ำขวดใหญ่ๆ ให้ทุกคนพกติดตัวไว้ ควรพกขวดน้ำเล็กไว้แบ่งน้ำง่ายต่อการหยิบกิน

จุดเริ่มเดินก็จะเป็นทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ  แบบเอ๊ะ ใช่หรอ จุดเริ่มเดินจะอยู่ที่ความสูงประมาณ 1100 เมตร

ช่วงแรกจะเดินผ่านหมู่บ้าน ทางราบยาวๆ สลับกับทุ่งหญ้าแห้งๆ แดดร้อนและฝุ่นเยอะมากค่ะ
แค่เริ่มก็เหนื่อยแล้ว วิวระหว่างทางก็สวยดี พอให้หายเหนื่อยไปบ้าง

ขึ้นเนินบ้าง

ทุ่งหญ้าบ้าง

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง Pos1 ที่ Pos 1 มีร้านขายของมีน้ำแช่เย็น ราคาก็แพงขึ้นตามความสูง
พักกัน 10 นาทีก็เดินต่อเพื่อไปพักกินข้าวกลางวันกันที่  Pos 2
จาก Pos1 เราใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงไปถึง Pos 2 เป็น 1 ชั่วโมงที่ยาวนานมากสำหรับเราค่ะ  

เดินตามกันไปเรื่อยๆ

ที่ Pos 2 ทุกทัวร์จะมารวมตัวกันพักกลางวันอยู่ที่นี่  ที่นี่มีห้องน้ำให้เข้าด้วยค่ะ
ลูกหาบจะทำอาหารให้เรากินเป็นข้าวสวย ผัดผัก น่องไก่ทอด ถั่วทอด พักกินข้าวกลางวัน  1 ชั่วโมง

พอมาถึง Pos 2 สภาพอากาศก็เริ่มเปลี่ยน ไม่มีแดดแล้ว เป็นหมอกแทน เริ่มมีละอองน้ำ คว้าเสื้อมาใส่กันฝน แล้วเริ่มเดินต่อเลย
หลังจาก Pos 2 เดินขึ้นอย่างเดียวเลยค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึง Pos 3  
ที่ Pos 3 คือหมอกเยอะมาก จนมองไม่เห็นอะไรเลย
หยุดพัก 10 นาทีก็ไปต่อ ทางเดิน Pos 3  จะเป็นหินภูเขาไฟกับเริ่มปีนป่าย ต้องระมัดระวังกันมากๆ เพราะมองแทบไม่เห็นข้างทาง

น้องลิงที่ Pos 3 อากาศเย็นแม่คะนิ้งติดขนน้อง

หลังจากเดินออกจาก Pos 3 มาสักพัก เราก็จะเดินทะลุเมฆ มาอยู่เหนือเมฆ เจอแสงแดดอีกครั้ง ทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ
จากจุดนี้มองไปข้างๆ เห็นยอดรินจานีแล้วค่ะ มีกำลังใจขึ้นมาหน่อย มองตรงขึ้นไปเหมือนจะเป็นยอดที่ตั้งแคมป์ บอกตัวเองว่าอีกนิดนึงจะถึงแล้ว
แต่พอเดินมาถึงก็จะเจออีกยอดนึงหลบอยู่ และเป็นอย่างนี้ประมาณ 3 – 4 ยอด ไม่ถึงซักที โดนเขาหลอก ฮือออ

หน้าตาเขาหลอก

ยังขึ้นไม่หยุด

เดินมาตั้งแต่เช้า 8 ชั่วโมง จนมาเจอ Pos 4 แต่เราเดินต่อเลย ไม่ได้หยุดพัก จาก Pos 4 ทางชันมากและฝุ่นเยอะมาก
เราต้องคอยมองยอด Summit ไว้เป็นกำลังใจการเดินต่อ ระหว่างทางจะสวนทางกับคนที่เดินลง
มีทั้งคนที่มาจากทางฝั่ง Senaru และหลายคนที่ขึ้นไปบน Summit แล้วลงมาช้าต้องกลับไปนอนที่ Pos 2

ที่พัก Pos 4

เดินกันฝุ่นตลบ

ทางชันและพื้นดินแห้งๆ เดินลื่นกันมันส์เลย

หยุดมองแรงบันดาลในการเดินเป็นพัก ๆ

พระจันทร์เริ่มขึ้น

จนในที่สุดก็มาถึงจุดกางเตนท์ที่ความสูงประมาณ 2600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ตอนประมาณ 6 โมงเย็นหน่อย พระอาทิตย์ตกไปแล้ว วันแรกใช้เวลาเดิน 10 ชั่วโมง
กลุ่มเราไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่พอเดินขึ้นมาถึงก็จะเจอเตนท์เลย ไม่ต้องเดินต่ออีก
แต่ตอนจะไปขึ้น Summit นี่สิ เดินไกล 30 นาที แทบหมดแรงว่าจะถึงจุดเริ่มเดินขึ้น Summit

มาไม่ทันอาทิตย์ตก เห็นแต่แสงส้มๆ ยังสวยขนาดนี้

อากาศข้างบนหนาวมากค่ะ เรากินข้าว จัดของ จัดแจงนัดเวลากับไกด์
ไกด์บอกจะปลุกตอนตี 2 และออกประมาณตี 2 ครึ่ง เราขอออกเร็วกว่าปกติเพราะเราเดินช้า
ไกด์บอกจะปลุกเราตั้งแต่เที่ยงคืนครึ่ง กินอาหารเช้าเบาๆ
แล้วเริ่มเดินตอนตี 1 หน่อยๆ และขึ้นไปถึงตรงไหนก็แล้วแต่ ถ้า 7 โมงเช้าให้เดินลงมาถึงที่เตนท์ตอน 9 โมง
เพื่อเดินไปทะเลสาปต่อ จุดนี้สำคัญมาก ถ้าลงช้าอาจไม่ได้ไปต่อ

เราพยายามนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ง่วงมากแต่นอนไม่หลับเลย อาจเพราะร่างกายตื่นตัวจากการเดิน 10 ชั่วโมง ออกมาดูข้างนอกบ้างไรบ้าง
เที่ยงคืนก็ลุกมาเตรียมตัว ถ้ารู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะเดินไม่ได้พักเลย 18 ชั่วโมง คงจะพยายามข่มตาหลับให้ได้

วันที่ 2 28/09/18

ไกด์เริ่มเดินปลุกทุกคน เอาน้ำชากับขนมปังมาแจก
ไม่หิวก็ต้องกินนะคะ เพราะต่อไปจะไม่มีให้กินอีก 6-7 ชั่วโมง พกขนมกับน้ำไปเผื่อกินตอนเดินด้วยนะคะ

เริ่มออกเดินตอนตี 1 หน่อยๆ มืดและเงียบมาก เพราะกลุ่มอื่นยังไม่ตื่นกัน
อย่างที่บอกว่าจุดกลางเตนท์เราไกลจากจุดขึ้น Summit ประมาณ 30 นาที
ด้วยความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 2600 เมตร เดินนิดเดียวก็หอบแล้ว เลือกได้ขอมานอนใกล้ๆ ดีกว่า

แค่ทางเริ่มเดินชันและเป็นหินก้อนเล็กๆ แล้วค่ะ  เดิน 1 ก้าว ไหลลงครึ่งก้าว เดินไปเรื่อยๆ บางช่วงช่องแคบเเล็กๆ
บางช่วงชันมากๆ บางช่วงต้องปีนหินก้อนใหญ่ ๆ  เพื่อนก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ
ไกด์ 2 คนแบ่งกันดูแลกลุ่มเดินเร็ว 1 คน กลุ่มเดินช้า 1 คน กลุ่มอื่นเริ่มเดินจนตามมาทัน และนำเราไปเลย 55
ก็เดินตามๆ กันไปเรื่อยๆ บางช่วงต้องเขาคิวขึ้นด้วยทีละคน เพราะมันมืดมาก จนไม่มีใครกล้าแตกแถวไปขึ้นตรงจุดอื่น

เดินมา 2 ชั่วโมงจะเจอลานพอให้นั่งพักได้ เราแวะนั่งพักปะปนกับกลุ่มอื่น
นั่งชั่งใจว่าจะไปต่อหรือนั่งอยู่ตรงนี้ถึงเช้า เพราะยังเดินลงไม่ได้ เราตัดสินใจไปต่อคิดว่าได้แค่ไหนแค่นั้น ถ้านั่งอยู่กลัวจะหนาวจนแข็งตาย
มีเพื่อนที่ไปไม่ไหว ก็นั่งอยู่กับไกด์ตรงนี้จนถึงเช้า อากาศหนาวจนไกด์ต้องก่อไฟให้ เช้าไกด์ก็เดินลงไปส่งและเดินมาตามพวกเราอีกรอบ

เดินไปเรื่อยๆ หยุดกินขนมบ้าง หยุดนั่งล่องลอยถามตัวเองมาทำอะไรที่นี่ พาตัวเองมาลำบากอะไรยังงี้
ช่วง ตี 4 – ตี 5  ง่วงมากกก ต้องนอนแล้วตอนนั้น เลยแวะหลับตรงซอกหิน
เดินไปเริ่มร้อน เหงื่อออกเต็มหลัง ถอดเสื้อออกก็หนาวอีก ทรมาณมากตอนนั้น

ทางชันและทางแคบลงเรื่อยๆ เราพยายามเดินให้อยู่ตรงกลางเข้าไว้ กลัวง่วงแล้วก้าวพลาดร่วงลงไป
เพื่อนหายไปหมด จนเหลืออยู่คนเดียว ตั้งใจว่าเดินไปเรื่อยๆ เพราะเวลาคงไม่พอให้เดินไปถึงยอด

เริ่มเห็นแสงอาทิตย์ เราก็เดินไปเรื่อยๆ มันเหมือนจะเห็นยอดแต่เดินไปถึงก็ไม่ใช่ยอดอีกแล้ว 55
จนเราดูนาฬิกา 7 โมงแล้ว เรายังไปไม่ถึงซอมบี้เลยจ้าาา เลยหยุดเดินแล้วนั่งดูวิวไปเรื่อย
มองลงไปเห็นภูเขาไฟน้อย มองเลยไปเป็นภูเขาไฟอากุง สวยงามมากๆ แล้วก็เริ่มเดินลง
ตอนลงสนุกมาก เหมือนเล่นสกี สไลด์ตัวลงมาเรื่อยๆ บางช่างขาจมดินไปถึงหน้าแข้ง
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงลานกางเตนท์แล้ว
ระหว่างเดินลงมาก็คิดไปว่า เดี๊ยว ๆ รินจานี เราจะกลับมาซ่อม ที่นี้จะอยู่ 4 วัน 3 คืน เดินชิวๆไปถึงยอดให้ได้

เพื่อนร่วมทาง

เพื่อนร่วมทางยามค่ำคืน

คืนนั้นพิเศษ มีปรากฏการณ์จันทรุปราคา

พระอาทิตย์กำลังขึ้น

เงาสามเหลี่ยมในตำนาน ไปไม่ถึงเลยได้แค่ครึ่งเดียว 55

เห็นยอดอยู่ไม่ไกล แต่เดินไม่ถึงสักที

เหล่าซอมบี้บนเนินซอมบี้

ภูเขาไฟน้อยพ่นควัน

Rinjani Base Camp

พอเริ่มสาย คนก็เริ่มทะยอยลง

ภูเขาไฟซ้อนภูเขาไฟ

ลิงน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ

ทางแคปๆ ที่ต้องต่อคิวกันเดิน

ทางเดินวิบากที่ไม่ได้เห็นตอนกลางคืน

เราลงมาถึงตอน 8 โมงหน่อยๆ เก็บของกินอาหารเช้า ซึ่งก็คือแพนเค้กกับกล้วยดิบๆ  

นั่งชมวิวทะเลสาป เพื่อนที่ไปถึง Summit ลงมาถึงเต้นท์ตอน 11 โมง ไกด์มาบอกพวกเราว่าไปต่อไม่ได้แล้ว
เพราะเราต้องไปแวะพักกลางวันที่ทะเลสาป จะช้าเกินไป เพราะทางที่จะไปอีกฝั่ง ถ้ามืดแล้วอันตรายมาก

ให้พวกเราเลือกระหว่างกลับไปนอนที่ Pos 2 หรือเดินไปนอนที่ทะเลสาป แล้วตอนตี 5 เริ่มเดินไปอีกฝั่งจะเดินถึงที่หมู่บ้านตอน 5 โมงเย็น
มีเพื่อนที่ต้องบินกลับตอน 2 ทุ่ม ถ้าไปถึง 5 โมงเย็นจะไปไม่ทันขึ้นเครื่อง
แต่ก็เป็นความโชคดีของพวกเรา ไม่งั้นคงระหว่างเดินขึ้นอีกฝั่งแล้วแผ่นดินไหวตอน 6 โมงกว่า ไม่อยากจะคิดสภาพ

แต่จะกลับไปนอนที่ Pos 2 ก็ไม่อยาก อุตส่าห์ได้มาแล้ว ต้องลงไปดูภูเขาไฟใกล้ๆ สิ
เราพยายามต่อลองกับไกด์ เราเลยเสนอบอกว่าไม่ต้องให้ลูกหาบแวะทำกับข้าวที่ทะเลสาป
ให้ลูกหาบเดินนำไปที่พักกางเตนท์อีกฝั่งเลย แล้วเราจะรีบเดิน ไกด์ตกลง พวกเราก็พุ่งตัวออกเดินกันทันที

ทางเดินลงไปทะเลสาบค่อนข้างชันและเดินยาก ต้องปีนป่ายนิดหน่อย จากฟ้าใสๆ แปปเดียวหมอกก็เริ่มปกคลุมทะเลสาป
บางช่วงจะเดินในหมอก มีละอองฝน บางช่วงมีดงดอกไม้สวยๆ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็มาถึงทะเลสาปค่ะ
ขาลงมาเราทำเวลาได้ดี ไกด์เลยให้พัก 15 นาที ซึ่งไกด์คงจะเสียใจทีหลังตอนที่พวกเราเดินขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่น่าให้พวกนี้พักเลย 55

ที่ทะเลสาปมีร้านขายของเล็กๆ โชคดีมีมาม่า พวกเราเลยซื้อมาม่ากินประทังชีวิต
ซึ่งช่วยเราได้มากๆ ถ้าไม่ได้มาม่าถ้วยนี้ ต้องเป็นลมตรงไหนซักที่แน่นอน
ที่ทะเลสาปความหวังที่เราจะได้เห็นภูเขาไฟใกล้ๆ ก็พังทลาย เพราะหมอกลงจะมองเห็นไม่เห็นอะไร ตรงทะเลสาปจะมีน้ำพุร้อนด้วย
ตามแผนเขาจะให้แวะพักที่ทะเลสาปประมาณ 2 ชั่วโมง ได้แช่น้ำพุกัน ได้อาบน้ำครั้งแรกในรอบ 2 วัน แต่เรามาไม่ทันก็อดไป

ทางไปทะเสสาบก่อนฟ้าปิด

นี่ไกด์เราเอง

เดินในสายหมอก

หลังจากแวะพักกินมาม่า 15 นาที ก็เริ่มออกเดินกันต่อ
เดินเลาะริมทะเลสาปไปเรื่อยๆ จนมาถึงอีกฝั่ง ทางก็เริ่มชันขึ้นอีกแล้ว หมอกลงจนมองไม่เห็นข้างบน

พอโผล่จากหมอกมาเท่านั้นแหละ มันมาอีกแล้วยอดที่เหมือนจะถึงแต่ไม่ถึงซะที แต่ยอดนี้ยังไม่ใช่ของจริงที่ไกด์บอกว่าอันตรายนะคะ
ตอนนั้นเกือบบ่าย 3 โมงแล้ว ไกด์เริ่มเครียด เริ่มเอามาเคาะให้เดิน ห้ามหยุดพักแล้ว

เราเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงบอกว่ามันอันตราย พอพ้นช่วงเมื่อกี๊ขึ้นมา จะเป็นทางเดินเล็กๆ ข้างๆ เป็นเหวเลยค่ะ
ทางแคปมากบางช่วงตัวเรายังใหญ่กว่าทางเดิน บางจุดเป็นหญ้าขึ้นมาแต่เอาไม้เท้าจิ้มลงไปเป็นทางแหว่งๆ  ถ้าเผลอเหยียบไปคงร่วง
บางช่วงต้องปีนหินก้อนใหญ่ริมเหวเลยบางช่วงก็เป็นสะพานเหล็กเก่าๆ ดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่  
พวกเราเก็บกล้องแล้วตั้งใจเดินกันมากๆ ตรงนี้ทั้งกลุ่มเดินทิ้งห่างกันไม่ไกลมาก
ไกด์ทั้งคู่หน้าเครียดมาก กลัวมืดก่อนจะถึงอีกฝั่ง เราหยุดก็เอาไม้เคาะให้เดินต่อ ไกด์ดูแลพวกเราอย่างดีจริงๆ

หลังจากเริ่มออกเดินตั้งแต่ตี 1  ใช้เวลาเดินทั้งหมดเกือบ 18 ชั่วโมง
เราก็มาถึงฝั่ง Senaru Crater Rim ทันดูพระอาทิตย์ตกข้างภูเขาไฟอากุงที่บาหลีพอดี สวยงามเหลืองอล่ามมาก
เดินต่อไปอีกนิดก็ถึงที่กางเตนท์ กินข้าวผัดอินโด แล้วเข้านอน คืนนี้หัวถึงหมอนก็ป๊อกหลับสนิทไม่มีสะดุ้งเลย

เดินเลาะริมทะเลสาปไปเรื่อยๆ

เดินเลาะริมทะเลสาปไปเรื่อยๆ

เข้าสู่ช่วงหมอกลงอีกครั้ง

ไกด์ทั้ง 2

ดงดอกหญ้า สวยงามแต่ทางชันจนเจ็บปวด

เดินตามไกด์ไปเรื่อยๆ

เดินทะลุเมฆอีกครั้ง

ปีนป่ายให้พอตื่นเต้น

บันไดไม่รู้มีไว้ให้เดินง่ายหรือน่ากลัวกว่าเดิม

วันนี้เดินทันพระอาทิตย์ตกน้า

มุดเข้าเตนท์ก็ป๊อกยาวเลย

วันที่ 3 29/03/18

ไกด์ปลุกตอน 6 โมงเช้า ล้างหน้าแปรงฟันกินหมี่โกเรงแล้วเริ่มออกเดิน เดินได้ไม่ถึง 10 นาที

เดินอยู่ดีๆ ก็ตาลาย ภาพเบลอ จิ้มไม้เท้าถูก ๆผิดๆ แล้วก็มีเสียงดังมาก
ตอนนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไร คิดว่าภูเขาไฟอากุงระเบิดหรือภูเขาไฟในทะเลสาประเบิด
ไกด์ก็ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไร  ไกด์ไปคุยกับเพื่อนไกด์ด้วยกัน ก็บอกว่า ภูเขาไฟที่ทะเลสาปปะทุ
จนมี After shock ตามมาอีกหลายครั้ง ถึงรู้ว่าเป็นแผ่นดินไหว
ไกด์ทุกคนจะมีมือถืออันเล็กๆ ที่ไว้สำหรับรับข่าวจากทางรัฐบาล ไกด์ได้ SMS แจ้งว่ามีแผ่นดินไหวศูนย์กลางที่ Sembalun ใกล้ๆ ที่เราอยู่
หลังจากนั้นเราก็เริ่มวิ่งกันเลยค่ะ อย่างที่บอกตอนแรกว่าฝั่ง Senaru จะเป็นป่า มีต้นใหม้ใหญ่
พอมันไหวทีนึง ก็จะมีต้นไม้ล้มบ้าง กิ่งหักบ้าง ดินสไลด์ลงมาบ้าง นอกจากมองพื้นดินแล้ว เราต้องระวังข้างบนด้วย

พวกเราวิ่งป่าราบมาก จากเดิมต้องเดิน 6 ชั่ว เราใช้เวลาเดินแค่  3 ชั่วโมงหน่อยๆ ไม่แวะกินข้าวเลย
เดินจนมาถึงป้าย ก็แสดงว่าสิ้นสุดการเดิน  พวกเราเลยได้รูปหมู่ เป็นป้ายเอียงแบบ unlimited

จริงๆต้องแวะกินข้าวกลางวัน แต่ไม่อยากอยู่ในป่านาน เลยลงมากินข้างกลางวันที่ตรงป้าย มื้อสุดท้ายเป็นสปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ
เราให้ทิปไกด์กับลูกหาบแล้วบอกลาลูกหาบ ไกด์พาเดินไปต่อ  จนถึงบ้านของ Yannick

ระหว่างทางจะเห็นกำแพงบ้านที่พังลงมา ชาวบ้านออกมานั่งข้างนอก
และยังมีแผ่นดินไหวอีกเป็นระยะ ๆ yannick บอกว่าต้องรอก่อน ยังหารถให้ไม่ได้ คนขับน่าจะน่าจะห่วงครอบครัว
ลงมามีสัญญานอินเตอร์เนตพอดี ได้รับข้อความจากที่บ้านและเพื่อนฝูงรัว ๆ
และได้รับข้อความจากที่พักที่เกาะกิลี เราก็งงๆ เอ๊ะ อะไรกัน เลยเช็คข่าวดู
ถึงรู้ว่ามีคนติดอยู่ในทะเลสาปเยอะมาก และออกข่าวใหญ่ที่เมืองไทย  
เราส่งข่าวให้ทางบ้านรู้ว่าเราปลอดภัย เช็คข่าวเรื่องสึนามิ
เพราะเราจะไปเกาะกิลีต่อ คุยกับที่พักเขาบอกกิลีแผ่นดินไหวไม่กระทบมาก สามารถไปเที่ยวได้
นั่งรอที่ลานโล่งประมาณ 1 ชั่งโมง yannick จึงหารถได้ ร่ำลากับ yannick และอวยพรให้ทุกคนปลอดภัย
รถไปส่งเราบางส่วนที่ท่าเรือไปเกาะกิลี และบางส่วนที่สนามบิน

เริ่มมีฝุ่นควันลอยขึ้นมา

หลังจากกลับมาได้ 1 อาทิตย์ ที่รินจานีก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงกว่าที่เราเจอ และที่เกาะกิลีก็ได้รับผลกระทบ บ้านเรือนพังเสียหายหนักมาก
ตอนนี้เกาะกิลีเปิดให้ไปเที่ยวได้ตามปกติ แต่ที่รินจานียังปิดอยู่ และยังมีแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง
เห็นทางเอเย่นต์ต่างๆ อัพเดทข้อมูลว่าเริ่มมีแนวโน้มจะกลับมาเปิดให้เดินบางจุดเร็วๆนี้

ถึงแม้เราจะเข็ดกับการเดินที่รินจานี ตอนเดินเราคิดหลายครั้งมาก ว่ามาทำไมและยังไงก็ไม่กลับมาที่นี่แน่นอน
เขาอะไร เดินยาก เดินเยอะ  ลำบากมาก จะฉี่จะอึ สำหรับผู้หญิงคือลำบากไปหมด
จะเข้าข้างทางเหมือนป่าไทยก็ไม่ได้ เพราะทุกที่มีคนเดินผ่านตลอดเวลา
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกและได้เรียนรู้ว่าเราสามารถอดทนต่อสิ่งเหล่านี้ได้มากขนาดนี้

และเราก็ยังรอวันที่รินจานีเปิดให้บริการอีกครั้ง เพื่อกลับไปแก้มืออีกครั้ง
เชื่อว่าทุกคนที่ได้ไปรินจานีต้องได้อะไรกลับมาแน่นอน

สำหรับใครมีแพลนที่จะไปเดิน ดูแลตัวเองกันๆ ดีนะคะ เชื่อฟังตามที่ไกด์บอก

Blog หน้าจะมาแชร์ประสบการณ์ไปเที่ยวเกาะสววรค์กิลีทราวังกัน  ไปดูคลื่นยักษ์ที่บาหลี และแวนซ์วิบากที่นูซาเปนีดาค่ะ

ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: