Autumn is here ใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์

สวัสดีค่ะ

Blog นี้จะพาไปท้าความหนาว ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์กันค่ะ ตอนเดือนตุลาคม
นั่งรถก้นชากันเต็มๆ 8 วัน นั่งยาวไปหมู่บ้านติดปากีสถาน Turtuk ไป Pangong ไป Tsomoriri แถมเที่ยวเดลี อีก 1 วันแบบงงๆ

เนื่องจากฤดูท่องเที่ยวเลห์ได้เปิดอีกครั้ง หลังจากปิดช่วงหน้าหนาว
เราไปเลห์มาเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วงเข้าหน้าหนาว ร้านรวงโรงแรมก็เริ่มปิด
หลังจากดองไว้ครึ่งปี เรารีบมารีวิวให้ทัน สำหรับใครที่กำลังสนใจไปเลห์ช่วงเดือนตุลาคมนี้

เราเป็นคนนึงที่รู้จักเลห์เมื่อหลายปีก่อนจากหนังดังสุดฮิตของอินเดีย 3 idiots กับฉากภูเขาและทะเลสาปปันกองสุดอลังการ
ปักหมุดเป็น 1 ในที่เที่ยว ที่ต้องไปให้ได้ หาข้อมูล ผลัดวันประกันพรุ่ง จนผ่านไปหลายปี ก็ไปไม่ถึงเลห์ซักที

ช่วงเดือนเมษา 2561 ความคิดจะไปเลห์ก็กลับมาอีกครั้ง
เริ่มอัพเดทข้อมูล หารูปเลห์ในฤดูต่างๆ จนตัดสินใจจะไปช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วง
ทำแผนเที่ยวคร่าวๆ หาข้อมูลไกด์ พับแพลนทดไว้ในใจ เพราะอีกหลายเดือนกว่าจะตุลาคม

กลางเดือนสิงหาคม 2561 แผนการจะไปเลห์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ลิสต์ที่เที่ยว ตัดนี่เพิ่มนั่น
จะไปปลายเดือนตุลาคม อุ๊ย หนาว เขยิบเป็นต้นเดือนละกัน จากตั้งใจไปแค่ซัก 6 วันพอ
ได้ไปทะเลสาปปันกองก็ฟินแล้ว เพิ่มไปเพิ่มมา ไปทั้งทีให้จบไปเลย เบ็ดเสร็จทริปนี้ 9 วันไปเลยจ้า

การเตรียมตัวของเรา

ตั๋วเครื่องบิน
ตั๋วไปกลับการบินไทย กทม – เดลี
ตั๋วขาไปเดลี – เลห์ Vistara
ตั๋วขากลับเลห์ – เดลี Go air

**ที่อินเดียค่อนข้างเคร่งเรื่องน้ำหนักกระเป๋า ในประเทศไม่เกิน 15 กก. ใครจะขนเกินไปแนะนำซื้อน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้าเลย ถูกกว่าไปจ่ายหน้างาน
เขาจะคิดแบบบุ๊คกิ้งรวม เช่นบุ๊คกิ้ง 5 คน ชั่งพร้อมกันรวมได้ 75 กก. ถ้าเกินก็ต้องจ่ายไม่ก็อัพเกรดที่นั่งได้น้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม
ของเราขาไปเกินไป 14 กก. เตรียมใจกำเงินไปจ่ายแล้วแต่ Vistara ใช้สิทธ์ star alliance เลยไม่ต้องจ่าย
ขากลับ Go air พยายามเข้าไปซื้อน้ำหนักระหว่างอยู่ที่เลห์แต่อินเตอร์เนตก็ไม่เป็นใจ เกินไป 10 กก. 2,400 รูปี พนักงานใจดีลดให้เหลือ 2,000 รูปี

วีซ่า
เราใช้วีซ่า แบบ E-Visa สมัครล่วงหน้าก่อนไปประมาณ 2 อาทิตย์
กรอกตามรีวิวเป๊ะๆ ต้องขอขอบคุณเจ้าของรีวิวมากๆ ค่ะ https://goanywhere.co/2017/11/22/indiaevisa2017/
ช่วงที่เราสมัคร e-visa ได้มีการปรับราคาเป็น 80 USD เรียบร้อย แพงแถมมีอายุแค่ 60 วัน
ตอนนี้ได้ข่าวขยายเวลาวีซ่าเป็น 365 วันแล้ว ค่อยคุ้มค่าวีซ่าหน่อย
เราถ่ายรูปด้วยมือถือกับกำแพงสีขาว ปรับแสงนิดหน่อย ส่งไป 1 วันก็ได้รับการตอบกลับแล้วค่ะ

อย่าลืมปริ๊นเอกสารวีซ่าไป เผื่อไว้ 2-3 ชุด กันหาย เพราะบางจุดตรวจสนามบิน
เจ้าหน้าที่บางจุดก็ยอมดูจากในมือถือ แต่ต้องเป็นจากหน้าเวปเท่านั้น แบบแคปหน้าจอก็ไม่ได้ ต้องเปิดเวปให้ดู internet ก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
เจ้าหน้าที่บางจุดไม่ยอม ต้องกระดาษเท่านั้นต้องวิ่งหาที่ print เอกสารให้วุ่นวาย

คนขับรถ + ไกด์
เราติดต่อคนขับรถที่มีรีวิวไปหลายเจ้า พร้อมส่งแพลนไปให้ ทุกเจ้าตอบราคากลับมาแทบไม่ต่างกันเลย อาจเพราะเป็นราคากลางของที่นั่น
ทุกคนจะมีทั้งแพลนแบบเฉพาะค่ารถอย่างเดียว หรือทั้งรถพร้อมโรงแรมและอาหารเช้ากับเย็น
ที่เลห์สัญญาณไม่ค่อยมี จะตอบอีเมลกันช้าหน่อย
เราตัดสินใจเลือกจิมมี่ตามที่หลายคนในพันทิปแนะนำ เหตุผลที่เลือกเพราะจิมมี่มีไลน์นั่นเอง 55 ติดต่อกันได้สะดวก  

เนื่องจากทริปนี้เราล่อลวงเพื่อนมาได้รวมเราด้วยเป็นทั้งหมด 13 คน เราเลยเลือกรถ Tempo 15 ที่นั่ง
ซึ่งหารออกมาแล้วจ่ายกันไปคนละประมาณ 6,000 – 7,000 บาท อันนี้คือรวมค่ารถ + ที่พัก + อาหารประมาณ 15 มื้อได้
วันที่ 3 เราขอจ้างรถ Innova เพิ่มอีกคัน เนื่องจากพวกเราเมารถกันหนักมาก ทุกคนต้องการพื้นที่ข้างหน้าต่าง

รถของจิมมี่จะเป็น Innova แต่ Stanzin คุณลุงของจิมมี่เขาภรรยาใกล้คลอด เลยให้ยืมรถ Tempo มาขับ
ลุงมาขับให้วันแรก จิมมี่ขับให้หลายวัน มีเพื่อนจิมมี่ที่จ้างมาเพิ่ม แล้วก็มีคนมาขับแทนจิมมี่อีกคน
สรุปทริปนี้เราเจอคนขับรถ 4 คน และทุกคนน่ารักมากๆ รวมทั้งของกลุ่มอื่นที่เราไปเจอระหว่างทาง ก็น่ารักหมด

*** ถ้าใครไปกัน 5 – 6 คน แล้วอยากนั่งสบายๆ ไม่เบียด แนะนำเช่ารถ Tempo ดีกว่าค่ะ ราคาเท่ากับรถ innova ด้วย
ส่วนใครไปกัน 8 – 10 คน ไม่อยากแยกคันกันนั่ง ก็เช่าเป็น Tempo ก็ได้ค่ะ

รีวิวจิมมี่
จิมมี่ดีสมกับที่หลายคนแนะนำ คุยง่าย สบายๆ  จัดการทริปให้ลดแลกแจกแถม และดูแลเทคเแคร์พวกเราอย่างดีมากกกกกก 
จิมมี่ผู้เป็นทุกอย่างให้พวกเราจริงๆ เป็นไกด์ ทำกับข้าว ปูที่นอน ยกผ้าห่มให้ แจกถุงน้ำร้อน ตามถ่ายรูป ชงชา พาช็อปปิ้ง ต่อราคา  
ช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างให้เราอีก การขับรถของจิมมี่ก็ช้าๆ นิ่มๆ สบาย สุภาพเหมือนจิมมี่เลย

หากใครสนใจติดต่อจิมมี่ เราแปะเพจเขาไว้ให้
https://web.facebook.com/JimmyTourAroundLehLadakh/

ที่พัก
ด้วยความที่ที่เลห์ที่พักน่ารักๆเยอะมาก เราก็อยากจะไปเดินหาที่พักด้วยตัวเอง เพราะยังต้องพักที่เลห์อีกหลายวัน กะว่าจองไว้คืนเดียวก่อนละกัน ที่เหลือไปหาเอา เลือกเอาที่ Sia la เพราะรูปน่ารักแล้วก็ใกล้ตลาด


แต่พอก้าวขาเหยียบพื้นเลห์แค่นั้นแหล่ะค่า ลืมเรื่องเดินหาที่พักไปก่อน แค่นอนหายใจเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย
เลยจอง Sia la ยาวยันวันกลับ ที่พักน่ารัก มี Heater พนักงานน่ารัก พาไปเดินตลาดหา rare item ด้วย
อาหารเช้ามีข้าวต้มกุ๊ย ไข่เจียวกับซอส maggi รอดตายแล้วพวกเรา

ส่วนที่พักนอกเลห์ เนื่องจากบางที่มันหาข้อมูลยากมาก เช่นที่ Turtuk หรือทะเลสาป Moriri
เราเลยให้จิมมี่จัดการให้หมด บางโรงแรมที่จิมมี่ส่งมา เราลองหาข้อมูลในอินเตอร์เนตยังไม่มีแม้แต่รูปเลยจ้า วัดดวงเอา
บางที่พอไปถึงโรงแรมที่เลือกกันไว้ก็ปิด ต้องเปลี่ยนที่พัก 

อาหาร
เราเตรียมน้ำพริก อาหารซอง ปลาทอดสำเร็จรูป ม่ามา อะไรไปกันเยอะมาก
ในตัวเมืองเลห์ยังพอมีร้านอาหาร อย่างร้านดัง Lamayuru กับ Gesmo
นอกเลห์ถ้าไปพักตามที่โรงแรม ที่เขาทำให้ก็จะมีแกงถั่ว แกงกะหรี่น่องไก่ แป้งนาน ข้าว ส่วนมากจะเน้นผัก
ถ้าแวะกินข้างทางก็จะสั่งแต่ plain rice, ไข่เจียวกับมาม่า maggi แล้วก็ใส่น้ำพริกบ้านเรา รอดแล้ว
แต่ละบ้าน แต่ละร้านก็จะทำไม่ค่อยเหมือนกัน เช่น fried noodle รสชาติไม่ซ้ำกันเลย บอกตรงๆ ค่อนข้างยอมแพ้กับอาหารที่นี่จริงๆ
บางจานรสชาติคือเราไม่ชินเลย  แต่ก็จะพยายามกินกันให้หมด กลัวเขาเสียใจ
อาหารที่นี่จานใหญ่มาก ต้องกะจำนวนจานที่สั่งดีๆ 

สภาพอากาศ
ช่วงที่เราไปเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงจะเข้าหน้าหนาว ซึ่งก็คือหนาวมาก หนาวจะร้องไห้
หนาวแบบฉันมาทำอะไรทีนี่ อากาศก็เบาบาง อย่าง Pangong กับที่ Moriri นอนหายใจรวยริน กลัวหลับแล้วไม่ตื่นมาก

เสื้อผ้าที่เตรียมก็พวก base layer, fleece, down, jacket บางวันใส่ jacket ทับไป 3 ชั้น ถุงมือ หมวก แผ่นแปะความร้อน ถุงน้ำร้อนอันเล็กๆ ครบ
มันหนาวแบบบอกไม่ถูก ยิ่งในบ้านไม่มีฮีตเตอร์คือหนาวมาก ถ้าขี้หนาวเตรียมไปเยอะๆ เผื่อขาดจะดีกว่า
ตามที่พักนอกเลห์จะมีผ้าห่มให้หลายผืน อย่างที่ทะเลสาปปันกองกับโมริริ นอนในถุงนอน ผ้าห่ม 5 ชั้น มีถุงน้ำร้อนวางตรงขา ยังหนาวมากๆ 

ที่เลห์ช่วงเดือนตุลาคม ฟ้าจะใสตอนเช้า ตอนบ่ายเมฆจะเยอะ แต่ฟ้าจะเปลี่ยนไปตลอด บางทีครึ้มๆ นั่งรถไปอีกแปปฟ้าใสแล้วงี้
ช่วงที่เราไปเป็นช่วงคืนเดือนมืดพอดี 2 ทุ่ม คือดาวเต็มฟ้า ทางช้างเผือกใหญ่และชัดมาก ดูกันจุใจไปเลย

ประกันเดินทาง
เราบังคับเพื่อนร่วมทริปซื้อประกันเดินทาง จะถูกจะแพงแล้วแต่สะดวก มีไว้อุ่นใจกว่า

อินเตอร์เนต
เราเอา Sim2Fly ไปใช้งานที่อินเดีย ในเดลีสามารถใช้ได้นะคะ แต่ค่อนข้างช้า
ส่วนที่เลห์ มีซิมส์ขายแต่ว่ากว่าจะเปิดใช้งานได้ ได้ยินว่ายุ่งยากและใช้เวลาหลายวันมาก เราเลยข้าม

ตามโรงแรม อย่างที่ Sia la จะมีไวไฟ หรือที่พักนอกตัวเมืองเลห์ของเรามีที่ Nubra เท่านั้นจะมีสัญญาณไวไฟให้
ซึ่งมีก็เท่ากับไม่มี เพราะเล่นแทบไม่ได้เลย
แล้วก็จะมีที่ร้านอาหารอย่าง Lamayuru กับ Gesmo จะมีให้ พนักงานแทบจะยื่นรหัสไวไฟให้ก่อนเมนูอาหารอีก
แต่อย่าคาดหวังมากนะคะ เพราะส่วนมากมันจะใช้งานไม่ได้มากกว่า

การแลกเงิน
เราแรกเงินรูปีจากที่เมืองไทยไปเลย แล้วก็แลก US ไปเผื่อ  
ที่เลห์มีร้านแลกเงิน เขารับแลกเงินไทยเป็นรูปีด้วยค่ะ

ปลั๊กไฟ 
เราเอา universal adaptor ไป แต่ถ้าจำไม่ผิดปลั๊กที่ใช้บ้านเราก็เสียบใช้บ้านเขาได้เหมือนกัน

ข้อควรระวัง
การไปเลห์ที่สำคัญที่สุด คือ อาการแพ้ความสูง หรือ AMS ที่จะเกิดกับใครก็ได้ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย อายุเท่าไหร่ แข็งแรงแค่ไหนก็เป็นได้

ก่อนเดินทาง 2 อาทิตย์ เราไปหาหมอที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
เอาแผนการเดินทางให้หมอดู หมอดูท่าจะเชี่ยวชาญเรื่องความสูงที่เลห์ทีเดียว สามารถบอกความสูงทุกที่ที่เราไปได้หมดเลย
หมอบอกว่าแผนเราโอเคแล้ว ค่อยๆไต่ความสูงไป ต้องระวังแค่ที่ Pangong Lake กับ Moriri Lake
เราฉีดยาไข้หวัดใหญ่กับไวรัสตับอักเสบจำไม่ได้ว่าตัวเอหรือบีหรือซีมา
พร้อมยา Diamox ให้เริ่มกินวันที่ 3 หลังจากที่ไปถึงเลห์แล้ว กินเช้าเย็นครั้งละครึ่งเม็ด
หมอบอกว่าเราเคยไปเดินเขาที่สูง 3000 กว่ามาแล้ว แล้วไม่เป็นอะไร  เลยไม่ต้องกินล่วงหน้า 2 วันก่อนไป
ผลข้างเคียง Diamox ที่เราเจอก็คือหน้าชาครึ่งหน้าไปทั้งวันเลยค่าาาา ต้องพยายามจิบน้ำเยอะๆ  

ตอนอยู่เลห์พยายามทำตัวเป็น Sloth ใช้ชีวิตแบบ Slow มากค่ะ เราแค่นอนพลิกตัว ใจเต้นแรงมาก เหมือนไปวิ่ง 4 คูณ 100 มา

นอกนั้นก็เตรียมยาส่วนตัว เตรียมเมมกล้องไปให้พร้อม ที่นู่นเดินหาแล้วมีแต่เมมแบบรุ่นเก่าขขาย เชื่อว่าจะกดรูปกันกระจาย

ที่สำคัญไปเที่ยวเลห์ต้องใจเย็นๆ เพราะบางวันรถติดหิมะบ้าง ติดทำถนนบ้าง เสียเวลาไปหลายชั่วโมงก็มี ต้องปรับเปลี่ยนบ้างในบางวัน

ค่าใช้จ่ายต่อคนโดยประมาณ 
ตั๋วเครื่องบินไป – กลับ กทม – เดลี  การบินไทย 11,700 
ตั๋วขาไปเดลี – เลห์ Vistara 900  
ตั๋วขากลับเลห์ – เดลี  + ค่าน้ำหนักกระเป๋า  3,500 
ค่าวีซ่า 2600 
ค่า Inner line Permit 400 
ค่ารถ 9 วัน 3000
โรงแรมที่ Sia la  4 คืน  2000
โรงแรมที่ Nubra (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่ Turuk (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่  Tso Moriri  (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 560
โรงแรมที่ Pangong (รวมอาหารเช้า + เย็น ) 400

ประมาณ 26,180 บาท

ค่าอาหารกลางวันระหว่างทาง + อาหารเย็นในเลห์เราใช้ไปไม่เกิน 2000 บาท 
ถ้าจะไปเที่ยวแบบแพลนเราเลย เฉพาะค่ารถ + คนขับ ประมาณ 27,000 บาท ไปกันซัก 10 คน หารออกมาตกคนละ 2,700 บาทเอง
ถ้าไม่ได้ Tso moriri ราคาก็จะถูกลงไปอีก ถ้าเราจำไม่ผิดที่ไปกลับค้าง 1 คืนที่นี่ค่ารถประมาณ 7,000 – 8,000 บาทแน่ะ

และนี่คือแผนการท่องเที่ยวเลห์ช่วงวันที่ 4 – 13 ตุลาคม 2561 ของเราที่จิมมี่ทำมาให้ ไปครบบ้างข้ามบ้าง

Day 1 Bangkok – Delhi
Day 2 Delhi -Leh – Shanti stupa – Leh palace – Tsemo Monastery – Main Bazaar
Day 3 Leh – Magnetic Hill – Zanskar and Indus River – Alchi Monastery – Moonland – Lamayuru Monastery
Day 4 Leh – Khardong La pass – Turtuk Village
Day 5 Turtuk – Hunder – Nubra Valley
Day 6 Nubra Valley – Disket Manastery – Futer Buddha Statue – Pangong Lake via saiyok river
Day 7 Pangong Lake – Hemis monastery – Shey palace – Leh
Day 8 Leh – Chumatang Hot Spring – Tsomoriri Lake
Day 9 Tsomoriri Lake – Tsokar Lake – Thiskey Monastar- Leh
Day 10 Leh – Delhi – Bangkok

รูปจากทริปนี้เยอะมาก รวมกันเป็นหมื่นรูป รูปใน Blog นี้จากหลายกล้องรวมกันนะคะ 

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่า

Day 1

ทุกการเดินทางของเรา มักจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ พายุ คลื่นลมแรง แผ่นดินไหว โดนเทหน้างาน มีมาให้ลุ้นทุกทริปไป

เลห์ก็ไม่ปราณีเราเหมือนกัน ขณะกำลังขนกระเป๋าขึ้น Taxi ไปสนามบินสุวรรณภูมิตอนประมาณ 6 โมงเย็น
จิมมี่ก็ไลน์มาประโยคแรกได้ใจความว่า อย่ามาเลห์ตอนนี้ อันตรายมาก เลห์ไม่ปลอดภัยแล้ว
จุดนั้นเราคิดไปถึงสงครามชายแดนอินเดีย-ปากีสถานแล้ว

จิมมี่ไม่รู้หายไปเพราะไปสืบข่าวให้เรา หรือไปหาคลื่นสัญญาณอินเตอร์เนตก็ไม่รู้

กลับมาพร้อมสิ่งลิงค์ข่าวยาวๆ มาให้อ่าน ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ประมาณว่ามีชุมนุมปะทะกันของตำรวจกับชาวบ้านที่ Main Bazaar
จิมมี่หายไปสักพักก็ส่งวีดีโอ การปะทะกันด้วยแก๊สน้ำตา จิมมี่บอกว่า พวกยูมาไม่ได้แล้ว ปะทะกันรุนแรงมาก ไม่ปลอดภัยเลย ถนนปิดหมด

เราถามจิมมี่ว่าไปลงที่สนามบินแล้วออกไปนอกตัวเมืองเลห์เลยได้ไหม จิมมี่หายไปสืบข่าวบอกว่าไม่ได้ ถนนปิดหมด รถทุกคันจะโดนค้น นี่นั่น
ตายละหว่า ทำไงดี มีเพื่อนบินไปรอที่เดลีแล้วด้วย เอาวะไปก็ไป
ถ้าไปเลห์ไม่ได้จริง ก็เที่ยวเดลีแบบโนแพลนไป 9 วันแล้วกัน และบอกให้จิมมี่ส่งข่าวตลอดเวลา

จิมมี่อัพเดทข่าวจนเกือบขึ้นเครื่องบอกว่าตอนนี้สงบแล้ว ไปคุยกับเจ้าหน้าที่มาแล้ว พวกเราสามารถไปเที่ยวได้ โล่งอก!

เราบินออกจากกรุงเทพ ฯ ไฟลท์ประมาณ 5 ทุ่มกว่า ไปถึงสนามบินอินธิรา, เดลี ประมาณตี 2 หน่อยๆ
ที่อินเดียเวลาจะช้ากว่าที่ไทย 1 ชั่วโมง 30 นาทีค่ะ

ก่อนจะบินไฟลท์นี้ เราเตรียมใจไว้ประมาณนึงเรื่องความอินเดีย แต่พอจริงๆไม่แย่เท่าที่คิด
วุ่นวายในระดับที่พอรับได้ แบบว่ายืนดื่ม เดินๆ เต้นๆ วนรอบเครื่อง ส่วนกลิ่นเอาจริงๆ ก็พอรับได้ อยู่ไปสักพักจะชินเอง
โชคดีไฟลท์ดึก กินอาหารเสร็จก็หลับกันหมด ตื่นมาอีกทีก็ถึงเดลีแล้ว

การบินไทยจะลง Terminal 3 มาถึงก็เดินตามป้าย Immiration ไปเรื่อยๆ จนเจอเคาน์เตอร์ก็มุ่งตรงไปเคาน์เตอร์ที่เขียนว่า E-Visa
เลือกช่องที่ดูเร็วหน่อยๆ อย่างของเราโดนถาม 2-3 คำถามพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วก็ปั๊มตรา
ของเพื่อนเราติดอยู่ตรง ตม. นานมาก ประมาณ 15 นาทีได้

ถ้าใครต่อเครื่องไปเลห์คนละ Terminal ก็เผื่อเวลาดีๆหน่อย เพราะแต่ละ Terminal ค่อนข้างไกลกัน
เราต่อไปเลห์ด้วยสายการบิน Vistara ซึ่งขึ้นที่ Terminal 3 เหมือนเดิม รับกระเป๋าเดินตามป้าย Domestic ไปเลย  

ที่สนามบินเข้าออกจะตรวจหลายจุดและนาน เผื่อเวลากันไว้ดีๆ ยิ่งจุด Scan กระเป๋าแถวยาวและตรวจละเอียดเลยทำให้ช้ามาก
ของผู้หญิงจะมีห้อง Scan ร่างกายส่วนตัว พี่เขาตรวจละเอียดยิบ ล้วงจริงจับจริง ครั้งแรกก็ตกใจเลย
แบบต้องขนาดนี้เลยหรอ ฮืออ ครั้งต่อไปจะเริ่มชินไปเอง

กว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอนก็ประมาณตี 4 ก็ไปนอนรอไฟลท์ไปเลห์ ที่จะออกตอนประมาณ 7.10 น.

สายการบิน Vistara เป็นสายการบินเพิ่งเปิดไม่กี่ปี เป็นของบริษัท Tata ร่วมกับ Singapore Airline  
บริการดีตั้งแต่เช็คอินยันบนเครื่อง มีของว่าง (ซึ่งอร่อยมาก) ชากาแฟ เครื่องใหม่ ที่นั่งกว้าง ที่สำคัญเลือกที่นั่งริ่มหน้าต่างไม่เสียเงิน
แนะนำไว้เป็นอีก 1 ตัวเลือกค่ะ ซื้อตอนราคาโปรคุ้มมากๆ
และแน่นอนเราอ่านรีวิวมาอย่างดี ทุกคนบอกว่า นั่งเครื่องไปเลห์ให้นั่งริมหน้าต่างฝั่งซ้าย

ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ประมาณ 9 โมงก็มาถึงเลห์ค่ะ ออกจากตัวเครื่องความหนาวและความเหนื่อยก็เข้าปะทะทันที
หนาวมากและเดิน 3 ก้าวเหนื่อยแล้ว นั่งบัสไปที่อาคารแปปเดียวก็จะแข็งแล้ว

ตะลึงกับความอลังการของภูเขาจนลืมพาสปอร์ตไว้หน้าเบาะ รู้ตัวอีกทีคือเข้ามาในอาคารและออกไปเอาไม่ได้แล้ว
เดือดร้อนเจ้าหน้าที่สายการบินต้องออกไปเอามาให้ เกือบจะไม่ได้เที่ยวเลห์แล้ว

สนามบินเลห์เล็กมากๆ รับกระเป๋า กรอกเอกสารยื่นให้เจ้าหน้าที่ เตรียมเครื่องกันหนาว
เดินออกมาเจอ Jimmy และคุณลุง Stanzin มารอรับอยู่แล้วค่ะ

จิมมี่มาพร้อมกับ Innova กับ Tempo ยัดสัมภาระและพวกเราเข้ารถแล้วไปส่งที่ Sia la
จากสนามบินไป Sia la ประมาณ 20 นาที ตอนนั้นน่าจะ 10 โมงหน่อยๆ  ยังเช้าอยู่ ร้านรวงก็เลยยังปิดอยู่

มาถึงที่ Sia la ก็ต้อนรับพวกเราด้วย Welcome Food ข้ามต้มกุ๊ยร้อนๆ แบบไม่ต้องเช็คอินก่อนเลย
ห้องอาหารใต้ดินที่ Sia la คือสวรรค์ของพวกเราเพราะเป็นห้องที่อุ่นที่สุดในเลห์เลย
พนักงานบอกให้เรานอนพักผ่อน ให้เดินเหินช้าๆ อย่าอาบน้ำ สระผม  หนาวขนาดนี้เอาไม้มาตีก็ไม่อาบค่าาาา
จิมมี่นัดเวลาจะมารับตอนบ่าย 3 เก็บพาสปอร์ตพวกเราไปดำเนินการ แล้วจิมมี่กับคุณลุงก็จากไป

ห้องพักที่ Sia la มี Heater ให้นะ แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี เรื่องอาบน้ำคือลืมไปได้เลย
ไม่รู้เพราะเหนื่อยจากการเดินทางหรืออากาศเบาบาง ตั้งนาฬิกาปลุก หัวถึงหมอนปุ๊บหลับทันที

จิมมี่มารับเราไปทัวร์วันแรก ไป Leh palace ต่อด้วย Namgyal Tsemo Monastery แล้วก็จบที่ Shanti stupa ตอนค่ำ

วันแรกจิมมี่ส่งเราให้คุณลุง Stanzin เป็นคนพาเราไปเที่ยว ลุงเป็นคนตลกมากๆ ขำทีอร่อยเหาะไปเลย  
พอใกล้เย็นที่เลห์อากาศก็ยิ่งหนาว หนาวแบบไม่อยากออกจากรถไปไหนแล้ว

ก่อนแยกย้ายกับลุง Stanzin จิมมี่มารอเราหน้าร้านมอเตอร์ไซด์ เราเช่า Royal Enfield 2 คัน ไว้ผลัดกับขับวันพรุ่งนี้
เราจำราคาเป๊ะๆไม่ได้ น่าจะคันละ 500 – 700 บาทประมาณนี้

จิมมี่และลุงมาส่งเราที่เราร้าน Lamayuru  
ร้าน Lamayuru มีไวไฟ อาหารรสชาติใช้ได้ พิซซ่าอร่อยสมคำร่ำลือ
ไก่ Tudari ก็ใช้ได้ เราสั่งน้ำและอาหารบ้านเขาที่เราไม่เคยกินมาลองหลายอย่าง จนโต๊ะวางไม่พอ
กินกัน 4 คนหารกันออกมาตกคนละไม่ถึง 200 บาท

วิวด้านซ้ายก็จะประมาณนี้

ใกล้แล้วววว ไม่ใช่ใกล้ถึงนะคะ บินใกล้ภูเขามาก จะเป็นลม

ช่วงใกล้ถึงสนามบินก็จะมีประกาศเรื่องการถ่ายรูปในสนามบิน เรื่องการใช้ชีวิตที่ความสูงที่เลห์
วิวสนามบินอลังการดาวล้านดวงกันไปเลยจ้า

กรอกเอกสารออกมาก็จะตามหาป้ายชื่อเรา

จิมมี่และลุง Stanzin

Sia la ที่พักน่ารัก พนักงานใจดีทุกคน

ตื่นแล้วก็ไปทัวร์ Leh palace โชส์พาสปอร์ตไทยได้ส่วนลดค่าเข้าเหลือ 25 หรือ 30 รูปีนี่แหล่ะ

ข้างในจะมืดๆ เดินตามป้ายขึ้นบันไดเยอะหน่อย ด้วยความสูงทำให้เหนื่อยมากๆ  
แวะนั่งพักชมวิวระหว่างทาง

ลากสังขารขึ้นไปชั้นบนสุดแบบจะขาดใจ  มีเก้าอี้ไม้ให้นั่งถ่ายรุปเก๋

วิวเมืองเลห์จาก Leh palace

อยู่กันประมาณ 1 ชั่วโมงก็ไปต่อที่ Namgyal Tsemo Monastery

ถามว่าข้างใน Namgyal Tsemo Monastery มีอะไร ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะโดนดักด้วยธงมนตร์หน้าวัด เลยไม่ได้เข้าไปดูในวัด 55
พระอาทิตย์กำลังตก หนาวแค่ไหนเราก็จะปีนขึ้นไปถ่ายรูป

ที่สุดท้ายของวัน Shanti stupa ไปถึงพระอาทิตย์ตกแล้วแสงหมด เห็นตัวเมืองเลห์เป็นสีชมพูสวยงามและเหน็บหนาวมาก
Shanti stupa จากที่ไกลๆ

วันที่ 2

วันนี้เราตื่นแต่เช้า กินข้าว เตรียมตัวไปชะโงกทัวร์ตามโปรแกรม
Magnetic Hill – Zanskar and Indus River – Alchi Monastery –  Moonland – Lamayuru Monastery

จิมมี่มารับและพาเราไปร้านรับมอเตอร์ไซด์ แวะเติมน้ำมัน แล้วก็ออกเดินทาง

วันนี้อากาศดี ฟ้าใสเป็นใจมาก แต่ความหนาวยังคงอยู่
จุดแรกที่จะไป Magnetic Hill เราเคยได้ยินว่ามันเป็นถนนที่รถไหลเองได้งี้
ถึงแม้พยายามยืนเพ่งอยู่นาน ถามว่าได้เห็นรถไหลเองไหม ก็ไม่เลย
กลุ่มเราอยู่ถ่ายรูปที่นี่กันนานมาก เพราะว่าตากแดดแล้วมันอุ่นดี

ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ไปต่อจุดชมแม่น้ำ 2 สายบรรจบกัน Zanskar and Indus River สวยงามสมคำร่ำลือ

จิมมี่พาเราลงไปนั่งจิบชาติดตรงจุดชมวิวด้านล่าง จิบชาด้วยหน้าชาด้วย อากาศหนาวและลมแรงมาก
จิมมี่จะมีชา กาแฟ  คุ้กกี้รอเสิร์ฟเราตลอดเวลา
ไม่ปล่อยให้เราเสียเงินชิมชาร้านอื่นเลย นั่งหน้าชาเราก็แยกย้ายหาหินปลดทุกข์

ที่เลห์หลายที่มีห้องน้ำนะคะ ถ้าเจอห้องน้ำให้เดินห่างออกมาแล้วหาซอกหินแทนค่ะ
เรากลับมาครึ่งปีแล้ว ภาพจำยังชัดเจนอยู่เลยค่ะ  

แล้วก็เดินทางไปจุดหมายต่อไป Alchi Monastery
ระหว่างทางเจอหมู่บ้านก็แวะกินข้าวกลางวัน เราสั่งกันแต่เมนูปลอดภัย ข้าวเปล่า ไข่เจียว ข้าวผัด ผัดหมี่งี้

พอตกบ่ายที่เลห์ ฟ้าจะเริ่มปิด อากาศก็จะเย็นลง เรามาถึงวัด Alchi Monastery เดินหมุนระฆังวนรอบวัด
แล้วก็ไปโผล่หลังวัด ที่จะเป็นเขื่อนมีดงใบไม้เหลืองให้ถ่ายรูปเก๋ๆ

ตอนเราออกจากวัดมาสักพัก จิมมี่บอกให้เราจอดรถมอเตอร์ไซด์ทิ้งไว้ข้างถนน
อีกฝั่งเป็นแม่น้ำ แล้วค่อยกลับมาเอาขากลับ เพราะเดี๊ยวไปไม่ทัน
พวกเรามองหน้ากันลิกลั่ก ฮาโหลจิมมี่ ยูวไม่กลัวหายหรอ
พวกไอไม่มีเงินซื้อใช้แน่ๆ ตั้ง 2 คัน จิมมี่โบกมือสบายมาก ไม่หายแน่นอน

เรา 13 คนนั่งรถไปกันต่อ Moonland ระหว่างทางเจอเขาปิดทางทำถนน ต้องจอดรอไปอีก 1 ชั่วโมง

นั่งรถไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่าถึง Moonland ได้เองโดยไม่ต้องบอก เพราะภูเขามันแปลกกว่าตรงอื่นจริงๆ
ทางไป Moonland แนะนำว่าใครเมารถควรพวกตัวช่วยไปเยอะๆ กลุ่มเราว่าจัดเต็ม ยาดม ยาหอม ยาหม่อง ของเปรี้ยว ยังเมารถกันสุดๆ

ไปถึง Moonland ด้วยความหนาวและเมารถ เราเลยนั่งเสพย์บรรยากาศพื้นผิวดวงจันทร์กันอยู่บนรถสัก 10 นาที
แล้วไปต่อ Lamayuru Monastery ถึงวัดเท่านั้นแหล่ะ อ้วกกันสิคะ รออะไร

ที่วัด Lamayuru Monastery บรรยาศกาศขลังๆ เก่าๆ มีลามะเด็กน้อยเต็มไปหมด แต่ท่านไม่ให้ถ่ายรูปนะคะ
เดินชมวัดจนอาการดีขึ้นก็กลับเข้าเลห์ ซึ่งต้องผ่านทางเดิมที่เรามา จุดนั้นทุกคนนั่งเงียบ สะกดจิตทำสมาธิกับตัวเองกันสุดๆ

แวะกลับมาเอามอเตอร์ไซด์ ตอนใกล้ถึงคือลุ้นมาก มันยังอยู่ที่เดิมค่ะ! ฮือ คนที่นี่เขาดีจริงๆ
ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมืองเลห์ ขนาดมีแสงไฟจากหน้ารถ ยังมองเห็นทางช้างเผือกอันใหญ่เบ้อเริ่ม ชัดเจนสวยงามมากค่ะ
แต่ไม่มีอารมณ์จะลงจากรถไปเก็บภาพกันหรอกค่ะ หนาวแทบแข็งกันหมดแล้ว

ส่วนเพื่อนที่ขี่มอไซด์กลับ ต้องแงะร่างออกจากรถทีเดียว เเข็งติดรถไปแล้ว

เย็นนั้นเรากินข้าวที่ร้าน Gesmo ซื้อขนม คุกกี้ของที่ร้านมาลอง ฮือออ มันแข็งมาก
Gesmo จะบรรยากาศดีกว่าที่ Lamayuru ร้านจะมืดๆ เปิดเพลงชิลๆ  พนักงานเป็นวัยรุ่นหน้าตาดีกรุบกริบ แต่อาหารมาช้าไปหน่อย

พวกเราลงมติกันว่าที่ Lamayuru อาหารรสชาติดีกว่า แต่บรรยากาศที่ Gesmo กินขาด

คืนนั้นเราเก็บของเตรียมตัวเช็คเอาท์ฝากกระเป๋าบางส่วนไว้ที่ Sia la เพราะต้องไปนอนที่อื่น 3 คืน

ออกจากเลห์มาแปปเดียว ก็เจอกันวิวแบบนี้แล้ว

เพื่อนในกลุ่มขี่มอเตอร์ไซด์ตามมาติดๆ

Magnetic Hill ที่เหมือนไปไม่ถึง เพราะยังไม่เห็นรถไหลเอง

แม่น้ำสองสายไหลมาเจอกัน

จุดชมวิวริมแม่น้ำ 2 สาย ธรรมชาติยิ่งใหญ่ จนพวกเราดูตัวเล็กไปเลย

หมุนระฆังรอบ  Alchi Monastery  

ด้านหลังวัดเป็นเขื่อน

Moonland แดนมหัศจรรย์ที่แลกมาด้วยความเมารถ

Lamayuru Monastery ยามเย็น

แสงสุดท้ายกระทบภูเขาหลัง Moon land จาก Lamayuru Monastery

วันที่ 3

เช้านี้พวกเราตื่นมาแบบอ้อยอิ่ง ข้าวของก็ยังเก็บกันไม่เสร็จ
เพราะเมื่อวานเมารถกันหนักมาก ถึงห้องก็หลับเลย เมารถหนักจนเพื่อนท้อใจขอถอนตัวนอนรอที่ตัวเมืองเลห์
หลังจากมานั่งปรึกษาหารือ เลยตกลงกันว่าจะเช่ารถเพิ่มกันอีกคัน

โชคดีที่วันนี้สัญญาณ Wifi เป็นใจ ไลน์ไปหาจิมมี่แต่เช้าตรู่ถามราคาเช่ารถอีกคัน ได้ราคามาก็บวกลบคูณหาร ตอบตกลปลงใจ
หลังจากตกลงกันได้ พวกเราก็เก็บของกันแบบไฟไหม้มาก เพราะวันนี้ต้องคืนห้องแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ก่อน
จิมมี่มาพร้อมกับเพื่อนของเขา ดิเรก และรถ Innova มาร่วมทริปกับเรา

โปรแกรมวันนี้เราจะเดินทางไกลผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลก Khardong La pass
แล้วไปค้างคืนที่หมู่บ้านสุดท้ายของอินเดียที่ห่างจากชายแดนปากีสถานเพียง 9 กิโล Turtuk Village
จากหมู่บ้านนี้สามารถมองเห็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก K2  

ทางขึ้น Khardong La pass คือขึ้นไปเรื่อยๆ ให้สมชื่อถนนที่สูงที่สุดในโลก
เราโชคดีมากที่ได้ไป เพราะก่อนหน้าซักสองอาทิตย์มีเพื่อนมาแล้วมาไม่ได้ หิมะตกหนักจนทางปิด เลยอดไป Nubra ด้วยเลย
ทางขึ้นรถก็จะติดเป็นระยะๆ บางครั้งติดนานเป็นชั่วโมงจนต้องออกมารอนอกรถ
ติดรถที่สวนมา ติดให้รถทหารไปก่อน ติดเพื่อพันโซ่ที่ล้อกันลื่น

นอกจากสูงแล้วยังเสียวอีก เพราะข้างทางคือเหวกับเหว บางจุดนถนนเป็นน้ำแข็งกลัวลื่นแพร้ดมากๆ
จิมมี่เลยต้องหยุดรถเพื่อพันโซ่ที่ล้อ

พอใกล้ถึง Khardong La pass เรารู้สึกตึงๆ อึนๆ ปวดหัวตุ้บๆ ช่วงท้ายทอย
แบบแยกไม่ออกว่านี่คืออาการ AMS หรือเมารถจากโซ่ที่สั่นสะเทือนมาตลอดทาง
จิมมี่เน้นให้เราดื่มน้ำเยอะๆ จิบน้ำกันบ่อยๆ ยิ่งใกล้หิมะยิ่งตกแรง ถนนยิ่งลื่น จนเกือบเที่ยงเราก็มาถึงจนได้

ตรงจุดพัก Khardong La pass มีห้องน้ำให้ใช้บริการ เรารีบพุ่งตัวไปเพราะอั้นฉี่มาหลายชั่วโมง แต่ก็พุ่งตัวกลับมาแทบไม่ทัน
ยอมฉี่ข้างนอกดีกว่าลื่นหน้าคว่ำใส่แผ่นน้ำแข็งสีเหลือง ฮือออ
ที่สำคัญเราจะฉี่ท่ามกลางคนเป็นร้อยไม่ได้ น้ำแข็งติดประตูจนมันเปิดอ้าซ่า
ที่มันปิดอยู่พวกเราก็ไม่กล้าเปิด กลัวภาพจำ เลยตัดสินใจย่ำกองหิมะไปหาที่ฉี่หลังอาคาร

ตรงนี้จะมีร้านชาและศูนย์พยาบาลสำหรับวัดออกซิเจน ใครขึ้นไปรู้สึกไม่โอเค ลองไปวัดออกซิเจนดูกันได้นะคะ
เราอยู่ที่นี่ก็แปปเดียวก็ออกเดินทางต่อ เพราะเขาบอกไม่ควรอยู่เกิน 15 – 30 นาที มันปวดหัวตึ้บๆ จริงๆ

ขาลงจิมมี่แวะถอดโซ่ระหว่างรอรถติด ทางลงนี่ก็น้องๆ เส้นทางโลกพระจันทร์ น้องๆแม่ฮ่องสอน
เมารถวนกันไปสิคะ คนไม่เคยเมารถในชีวิตก็มาเมาที่นี่แหล่ะ
ถนนเป็นทางคดเคี้ยวตลอดทาง จะจอดอ้วกก็ไม่ได้ นั่งกลั้นอ้วกกันไปจนถึงร้านอาหาร

เราสั่งซุปร้อนๆ มาแก้อ้วก และค้นพบว่า Hot and Sour soup ที่นี่อร่อย ช่วยแก้เมารถได้เป็นอย่างดี
น้ำเหนียวๆเหมือนราดน้ำ รสชาติเหมือนใส่ผงมาม่าแล้วก็มีขิงหรือข่านี่แหล่ะ

แวะกินกลางวันเสร็จ จัดขบวนนั่งรถกันใหม่ ก็ออกเดินทางต่อ
เราจะไปหมู่บ้าน Turtuk  ซึ่งจะไปทางเดียวกับ Nubra แต่ขับเลยไปอีก

ระหว่างทางมองไปไกลๆ จะเป็นควันขาวๆ เต็มไปหมด เราถามจิมมี่ว่านั่นหิมะตกหรอ จิมมี่บอก โนว พายุทะเลทราย
ช่วงที่เราขับรถผ่านตรงพายุ สัมผัสได้ถึงลมแรงๆ แบบชาวบ้านที่ยืนอยู่ยังแทบปลิว
อากาศที่เลห์น่าพิศวงพอๆกับถนนหนทางที่คดเคี้ยวไปมา เดี๊ยวหิมะตก เดี๊ยวพายุทราย ปรับตัวไม่ทันแล้ววว

ทางไป Turtuk ขนาดฟ้าปิดยังสวย ข้างทางเป็นใบไม้เขียวสลับเหลือ รถเลียบแม่น้ำ Saiyok เปิดเพลงคลอเคลียพาให้เพลิดเพลิน
นั่งรถเพลิดเพลินผ่าน Nubra ผ่านเขตทหารเขตแล้วเขตเล่า ผ่านหมู่บ้านไปหลายหมู่บ้านก็ยังไม่ถึงซักที จนเริ่มมืด มองไม่เห็นข้างทางไปแล้ว
บรรยากาศดูเหงาๆ เพราะมีรถแค่ 2 คน จากใจเลยเราหวังว่าจะมีรถสวนมากซักคันให้พออุ่นใจ แต่ไม่มีเลยเจ้าค่ะ คุณแม่!

จนทุ่มกว่าๆ จิมมี่ขับรถยาวไกล จนมาจอดที่หน้าบ้านใครซักคน มีผู้คนรอต้อนรับเราอยู่ 5-6 คน
ทุกคนกรูกันเข้ามาขนของ จิมมี่บอกให้เดินตามลุงคนนึงไป ลุงก็ Come Come just 5 minutes  
เราเดินตามลุงแบบงงๆ เพราะมันมืดไม่เห็นทาง เลยคาดเดาว่าลุงจะพาเดินไปเรื่อยๆ ลุงเริ่มเลี้ยวแล้วก็เป็นเนินๆ เลี้ยววนไปมา ซัก 2 รอบ เราก็เริ่มเอะใจ

ลุงหลอกเรา! คือทางขึ้นที่พักเป็นเขาค่าา ด้วยความที่อากาศมันเบาบาง ถึงที่ Turtuk แค่ 2000 กว่าๆ แต่เราจำได้ว่าเราเดินขึ้นพักแล้วพักอีก ประมาณ 20 นาที
พวกเราควักมือถือขึ้นมาส่องว่าสูงแค่ไหน แต่ไฟก็ไปไม่ถึงข้างบน จิมมี่นะจิมมี่ ฮืออ บอกให้หาที่พักสวยๆ แต่ไม่ได้บอกให้มาลำบากขนาดนี้ บ้าจริง!
กราบหัวใจคนยกกระเป๋า ถ้ารู้ว่าจะขนาดนี้จะบอกว่าไม่ต้องยกขึ้นมา

จนมาเจอลานโล่งข้างบนเขา มีบ้านอยู่เล็กน้อย เดินตามลุงไปเรื่อยๆ จนถึงโรงแรมที่พัก
เซอร์ไพรส์กับโรงแรมมากค่ะ เป็นตึกใหม่ๆ 2 ชั้น ห้องใหญ่โต เดินเข้าไปในโรงแรมฟิลลิ่งแบบเปิดตู้เย็นเลยค่ะ ความเป็นตึกปูนมันเลยหนาวกว่าข้างนอกอีก
คุณลุงต้อนรับเราด้วย Apicot อบแห้ง ผลไม้ชื่อดังขอที่นี่ จัดแจงห้อง แล้วบอกอาหารเย็นจะมาตอน 4 ทุ่ม อะไรนะคะ 4 ทุ่ม เราต่อลองขอเร็วกว่านั้น จนได้กินตอน 3 ทุ่ม
คนที่นี่เขาทานอาหารดึกมากจริงๆ ไม่เกรงใจอาการกรดไหลย้อนเราเลย  
ที่นี่ไวไฟ ไม่มีฮีทเตอร์นะคะ เพราะงั้นในห้องนอนคือหนาวมากๆ  
มีน้ำร้อนอาบซึ่งเขาจะนัดเวลาเลย ว่าจะมีตอนกี่โมงต้องรีบอาบ ไม่ได้มีเครื่องทำน้ำร้อนอะไรหรอก เขาจะเอาน้ำร้อนๆ ใส่ถังเลย ตอนเปิดต้องระวังดีๆ
อาหารเย็นที่เขาทำให้มาให้เป็น ข้าวเปล่า แกงเหมือนแกงกะหรี่น่องไก่ แกงถั่วเขียว ผัดผักที่อร่อยมากคล้ายๆผักกระกาดดองบ้านเรา
พวกเรากินเสร็จ นั่งคุยเล่นรออาหารย่อย แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน เพราะไฟจะดับตอน 4 ทุ่ม
มาเที่ยวที่เลห์นี่เหมือนได้ชาร์จพลังเต็มๆ  ได้เข้านอนเร็ว เพราะไม่รู้จะทำอะไร มือถือก็มีแค่ไว้เป็นไฟฉาย

วิวสวยๆระหว่างไต่ระดับไป  Khardong La pass

รถติดยาวไป

จิมมี่กับดิเรกช่วยกันพันโซ่ที่ล้อไว้กันลื่น

โซ่พร้อม ก็ออกเดินทางกันต่อ

  

ถึงแล้วถนนที่สูงที่สุดในโลกค่าาาาา

หน้าตาห้องน้ำบนถนนที่สูงทีสุดในโลก ผู้ชายยังโอเค ผู้หญิงอย่างเราโผล่เข้าไปดูแล้วก็ไปฉี่ที่อื่นดีกว่า

ป้ายเช็คอินว่าเรามาถึงแล้ว

ถ้ามีแรงจะเดินไปถ่ายข้างบนก็ได้

ระหว่างทางจะเจอรถติดเป็นระยะๆ รถติดจริงๆค่ะ ติดกันแนบชิดข้างๆก็เหว ไปไหนไม่ได้เลยจ้า

ผ่านมาได้ก็ไปต่อเลียบแม่น้ำ Shayok ไปเรื่อยๆ

ข้างหน้าเป็น Nubra Valley และพายุทรายที่รอเราอยู่

Hunder Sand dunes และน้องอูฐ วันนี้ขอผ่านไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน

วันที่ 4

วันนี้เราตื่นแต่เช้ามืด เพราะได้ยินเสียงชาวบ้านคุยกันอยู่ข้างๆ ห้อง
เรานอนที่ชั้น 1 เมื่อคืนมันมืดจนมองไม่เห็นว่าข้างนอกเป็นอะไร
เปิดม่านมาเจอลานปลูกผักสวนครัวของคนท้องถิ่น เริ่มออกมาเก็บผักกันแต่เช้าตรู่
เดินออกมาหน้าบ้านก็ต้องตะลึง เรานอนกลางหุบเขากันเลยทีเดียว สุดยอดมากกก วิวอลังการไปอีก
สวมอุปกรณ์กันหนาวแล้วออกมาเดินเล่น  รีบเดินไปสำรวจทางที่เราเดินขึ้นมาเมื่อคืนก่อนเลยว่ามันสูงแค่ไหน
สูงใช้ได้ แต่มองไปเห็นทั้งหมู่บ้าน คุ้มค่าเหนื่อยละ

ยืนทำใจสักพัก แล้วลองเดินไปข้างล่าง ร้านรวงในหมู่บ้านยังปิดเงียบอยู่
มีแต่เด็กน้อยที่ออกมาวิ่งเล่น แล้วก็เด็กนักเรียนไปโรงเรียน
ที่นี่เด็กนักเรียนเยอะมากๆ ค่ะ แล้วก็เดินไปโรงเรียนกันเช้ามากๆ ยังไม่ 6 โมงคือออกจากบ้านกันแล้ว
เด็กๆ ที่นี่ส่วนมากหน้าตาออกไปทางแขกขาว ดูจากการคลุมหัวของผู้หญิงในหมู่บ้าน
ที่นี่น่าจะนับถือศาสนาอิสลามและหน้าตาคงมีเชื้อจากฝั่งปากีสถาน แต่ก็ยังมีวัดแบบเลห์อยู่บนเขา

เด็กวัยมัธยมทั้งหญิงชายที่นี่ หน้าตาดีทุกคน มีความฝรั่งผสมแขก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง คือ สวยมากกกกกกกก
แต่ผู้ใหญ่จะหน้าแบบคนลาดักห์ที่จะดูสูงวัยกว่าอายุจริง อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวๆ ของที่นี่
เด็กๆ รวมทั้งผู้ใหญ่ ถ้าจะถ่ายรูป ต้องถามเขาก่อนนะคะ ว่าขอถ่ายได้ไหม
เด็กผู้ชายวัยมัธยมบางคนให้ถ่ายได้ บางคนเจอหน้าบอกก่อนเลย No photo , please
น้องๆ ผู้หญิง แค่เห็นเราจากไกลๆ เอาผ้าปิดหน้าแล้วรีบวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วสูง
ส่วนเด็กน้อยแก้มแดงที่นี่ ชอบถ่ายรูปกันมาก วิ่งเขาหากล้องโบกมือกันตลอด

เราเดินจนรอบหมู่บ้านด้านล่าง ผ่านโรงเรียน แวะคุยกับเด็กๆ แล้วก็เดินทักทาย Juleh คนอื่นๆไปเรื่อยๆ จนสาย
จริงๆหมู่บ้าน มีขึ้นไปบนเขาอีก จะมีสะพานไม้  มีพิพิธภัณธ์ มีวิถีชาวบ้าน

แต่กลัวขึ้นไปแล้วลงมาไม่ทันเวลานัด เพราะต้องเดินขึ้นเขาไปตรงโรงแรมแรมอีก
หารู้ไม่ว่า เราสามารถเดินไปทางหลังโรงแรมได้เลย ไม่ต้องลงมา ฮือออ

วันนี้จิมมี่นัดให้กินข้าวเช้าตอน 10 โมง เก็บของแล้วขึ้นไปจุดชมวิวยอด K2 และจะออกจากหมู่บ้านตอนเที่ยง
อาหารเช้าวันนี้เป็นแป้งนานร้อนๆ กับไข่เจียว เราพกนมข้นไปด้วย เลยได้โรตีไข่ใส่นมพอดี อิอิ มีกาแฟแล้วก็ชาชัยเสิร์ฟคู่กัน

ชาชัยที่อินเดียนี่สุดยอดจริงๆ ชอบมากกกก อร่อยทุกที่

กินเสร็จก็เตรียมตัวขึ้นไปชมยอด K2 กันค่ะ
ก่อนขึ้นมาเราถามเด็กชายที่เจอตอนลงไปหมู่บ้านว่ายอด K2 อยู่ตรงไหน เด็กน้อยชี้ไปบนเขาที่เราพัก
เราก็หืม แต่ปากีสถานมันอยู่อีกฝั่งกับที่พักพี่นะหนู
ยัง เรายังไม่เชื่อน้อง ขึ้นมาถามหายอด K2 กับจิมมี่
จิมมี่บอกว่า ยูวมองจากตรงไหนไม่เห็น ยูวต้องขึ้นไปบนเขา อะไรนะ! ไม่ใช่มองเห็นได้ทั่วหมู่บ้านหรอกหรอ
จิมมี่ส่ายหน้า แล้วบอกมุมมันไม่ได้ ต้องเดินขึ้นไปบนเขาที่มีวัดเล็กๆตั้งอยู่ พาเดินขึ้นเขาให้เพื่อนประนามอีกแล้วเรา

ดีนะที่พักที่นี่ เพราะเดินไปไม่ไกล แต่ก็หอบเอาการ ถ้าต้องเดินมาจากข้างล่างรวดเเดียว คือเป็นลมแน่ๆ
ระหว่างทางจะเจอชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสูงวัย ออกมาทำงานกัน เก็บข้าวบาเลต์ ปลูกผัก
แล้วก็มีแก๊งเด็กน้อยมาวิ่งเล่นกับเรา เด็กที่นี่เยอะจริงๆ

ขึ้นมาจนถึงวัดเล็กๆ มองหายอด K2 อยู่นาน จิมมี่ก็ชี้นั่นไง เราแบบไหนอ่ะ ยอดคืแก็เหมือนกันๆ แล้วเมฆก็บัง
จน K2 โผล่พ้นเมฆมาให้เห็น จึงเข้าใจว่ามันคือยอดนี้ เพราะมันสูงสุดแล้ว ยอดนี้ถ้าเดินพ้นตรงนี้ไปนิดเดียวก็มองไม่เห็นแล้ว

บนเขาสูงๆ ที่หมู่บ้าน มองขึ้นตามยอดเขา จะเห็นมีกลุ่มเต๊นท์กางอยู่
สอบถามจิมมี่มาได้ความว่าเป็นเต็นท์ของทหารอินเดียกับทหารปากีสถานคนละฝั่งกัน โหวว จะหนาวเบอร์ไหน

สำหรับเราผู้หัดเดินเขาได้ไม่นาน จะอินกับความ K2 เป็นพิเศษเพราะมันเป็นยอดเขาที่สูงอันดับ 2 ของโลก
มามองไว้เป็นแรงบันดาลใจ เผื่อวันไหนมีโอกาสได้ไปเดิน K2 Concordia base camp

เสร็จแล้วเราก็ลงมาบอกลาคุณลุงเจ้าของโรงแรม แล้วเดินลงไปขึ้นรถข้างล่าง
เริ่มมีร้านรวงเปิด ขอเข้าไปสำรวจหน่อย ส่วนมากจะเป็นร้านขายของชำ
เราอุดหนุนกระเป๋ากันมาคนละหลายใบ

เสียดายเรามีเวลาที่ Turtuk น้อยไป อุตส่าต์นั่งรถมาตั้ง 10 กว่าชั่วโมง
รู้สึกยังไม่เต็มอิ่ม ยังเดินไม่ทั่วหมู่บ้าน อยากอยู่ต่ออีกซักคืน
ยังอยากอยู่สัมผัสกับธรรมชาติและผู้คนที่นี่อีกซักหน่อย รู้สึกประทับใจ

แล้วก็นั่งรถไปต่อที่ Nubra ขากลับได้ชมวิวที่เราไม่ได้เห็นตอนขามา แม่น้ำ Shayok ใสและสีสวยมาก วิวข้างทางก็ดูเพลินๆ
ระหว่างทางออกจาก Turtuk จิมมี่ก็ชี้ให้ดูร่องรอยของการรบกันระหว่างอินเดียกับปากีสถานสมัยก่อนให้ดู
มีหลุมหลบภัย ที่ซ่อนตัว ปืนใหญ่ ยาวไปตลอดทาง ค่ายทหารก็เยอะมากๆ

นั่งรถจนมาถึง Hunder Sand Dunes แวะกินข้าวมื้อที่สองของวันที่ร้านอาหารตรงที่จะมาขี่อูฐนี่แหล่ะ
กินเสร็จก็เดินไปเลือกอูฐกันค่า ถ้าเราจำไม่ผิดคาขี่อูฐ 30 นาทีน่าจะ 150 บาท
อูฐจะมาเป็นเวลานะคะ น้องจะเข้ากะตอนเช้าจำไม่ได้ว่ากี่โมง ไปพักแล้วกลับมาอีกทีตอน 4 โมงเย็น
ถ้ามาถึงก่อนอูฐ เล่นกับน้องหมาแถวที่จอดรถฆ่าเวลาไปก่อนได้ค่ะ แต่ละตัวรับแขกสุดๆ

การเลือกอูฐ ก็เลือกตัวที่ชอบ น้องอูฐน่ารักทุกตัวจริงๆ ค่ะ ตาแป๋วๆ ขนตายาว
จ่ายเงินให้เจ้าของ เขาก็ช่วยเราขึ้นไปนั่ง คุยกับน้อง 2 -3 คำ ตบหลังน้องแปะๆ น้องจะลุกขึ้นค่ะ
เราต้องจับเชือกเตรียมตัวให้มั่นตั้งแต่เขาคุยกับน้องนะคะ เพราะอยู่ดีๆ น้องจะลุกก็ลุกเลย ตอนน้องลุกคือน่ากลัวมาก โยกเยกๆ
แล้วเขาจะจับเรามัดเป็นกลุ่ม เช่นมา 10 คนก็จับมัดยาว 10 คนให้เดินเรียงๆกันไป
บางจังหวะน้องตกใจก็จะเบียดเข้ามา ขาเราก็จะไปโดนขนอูฐของเพื่อน ดึ๋ยๆ ชอบกล

สิ่งที่คิดว่าแบบจะมาถ่ายรูปกับทะเลทรายเก๋ๆ มีอูฐนั่งข้างๆ ฟ้าจรดทรายงี้ อุตส่าห์แต่ตัวมาพริ้วๆ
ตัดภาพมาพวกเราเดินเรียงกัน ตะโกนบอกเพื่อนให้ถอยไปหน่อย ขาติดตรงช่องระหว่างอูฐ ฮืออ

ขี่อูฐเสร็จแล้วก็ไปต่อที่บ้านพักที่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ที่สำคัญมีไวไฟ แต่สัญญาณอ่อนแรงมาก แต่ก็พอให้ส่งข่าวรายงานตัวกับที่บ้านได้
อาหารเย็นตอน 3 ทุ่มเหมือนเดิม ห้องกินข้าวคุณป้าน่ารักมาก อาหารก็มีแกงกะหรี่ไก่ ผัดผัก แกงถั่วเขียวเหมือนเดิม
เรานั่งเล่นเฮฮาอยู่ในห้องครัว จน 5 ทุ่มก็ขึ้นไปนอน

ฝูงนกยามเช้าที่ Turtuk

ทางเดินสูงๆ ที่เราต้องเดินขึ้นมาเมื่อคืน

วิวหมู่บ้านด้านล่าง

ตึกเขียวๆ นั่นคือโรงแรมที่เราพัก สภาพข้างในใหม่มากๆ เหมือนเพิ่งสร้างไม่นาน
แค่เดินไปข้างหลังโรมแรมจะเจอสะพานไม้ที่เคยเห็นในรีวิว เรามัวแต่เดินลงไปข้างล่าง เฮ้อ

เด็กน้อยตรงหมู่บ้านข้างล่าง

ตื่นเช้าช่วยแม่ทำงานขยันมากลูกก

คาเฟ่ในหมู่บ้านที่ยังไม่เปิด ลุงเจ้าของโรงแรมบอกว่าเดือนนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมา ช่วงที่เราไปมีกลุ่มเรากลุ่มเดียว

ลานทำงานของชาวบ้านตรงด้านบนที่เราพัก

แมวใน Turtuk  สำหรับเราแมวที่เลห์คือ Rare Item มากกกก
ที่เลห์หมาเยอะมาก บนเขาไม่มีผู้คนก็ยังมีหมา ทริปนี้เจอหมาเป็นร้อยตัว เจอแมวแค่ 4-5 ตัวเอง

สวนผักของชาวบ้าน

สามแสบที่ประจำการอยู่ด้านบน

เจอป้ายทางไปคาเฟ่ชมวิว K2  น้องเขาไม่ได้หลอกเราจริงๆ ฮือ

จิมมี่และดิเรกนะหว่างทางไปจุดชมยอด K2
เห็นยอดเขาทางขวามือใกล้ๆ ภูเขาสีน้ำตาลไหมคะ จิมมี่บอกนั่นแหล่ะ ยอด K2


K2 ขี้อาย นานๆ จะโผล่มาให้เห็นซักที  ไหนขอซูมดูหน่อย
แบ่งขนมให้เด็กน้อยระหว่างทางไป Nubra Valley
สะพานไม้ระหว่างทาง รถขึ้นได้ทีละคัน
เด็กน้อยโบกมือสู้กล้องกับสุด ๆ
วิวสวยๆ ระหว่างทางไป Nubra
น้องอูฐมานั่งรอเราแล้ววว
เขาจะผูกอูฐพวกเราเข้าด้วยกัน แล้วเดินไปเป็นกลุ่มๆ

วันที่ 5

วันนี้ตื่นเช้าอีกเช่นเคย จิมมี่นัดล้อหมุนตอน 8 โมง
อาหารเช้าวันนี้เป็นแป้งนาน แบบกลมๆ หนาๆ ต่างจากที่ Tuktuk จะเป็นแผ่นบางๆ แล้วก็อาหารที่เหลือจากเมื่อวาน ชาชัยและกาแฟ
พวกเราผ่าตรงกลาง แล้วหยอดนมข้นลงไป ช เป็นโรตีนม

แพลนวันนี้คือออกจาก Nubra Valley แวะ Futer Buddha Statue กับ Disket Manastery
แล้วไปทะเลสาป Pangong Lake ทางเส้นแม่น้ำ Saiyok

จาก Guesthouse ที่เราพัก อยู่ไม่ไกลจาก  Futer Buddha Statue กับ Disket Manastery ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็มาถึง

แวะไหว้ Futer Buddha Statue ซึ่งเป็นรูปปั้นพระองค์ใหญ่ แล้วก็ไป Disket Manastery ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 30 รูปี
เราเดินตามคุณป้าคนท้องถิ่นเข้าไปตรงห้องไหว้พระ คุณป้าไหว้พระ โดยไหว้แล้วล้มตัวนอนราบกับพื้น 3 ครั้ง  
ลามะท่านเห็นเรางกๆ เงิ่นๆ เลยบอกให้เข้าไปได้เลย ห้องเป็นห้องมืดๆ มีรูปปั้นตั้งรอบห้อง รู้สึกได้ถึงความขลัง
จิมมี่บอกว่าวันที่เราไปเป็นวันอะไรสักอย่าง ทางวัดเลยเปิดผ้าคลุมรูปปั้น
ถ้าวันปกติเขาจะคลุมส่วนหัวของรูปปั้นไว้ ภายในวัดมีหลายห้องให้เดินชมได้เพลินๆ

ขากลับเราแวะซื้อของฝากที่ร้านหน้าวัด เป็นพวกเสื้อผ้าพื้นเมืองราคาไม่แพง
แล้วเราก็มุ่งตรงไปทะเลสาป Pangong กันค่ะ

ระยะทางยาวไกล เวิ้งว้าง เราแวะพักตรงป้าย Refreshment Point
มีซุ้มทหารเล็กๆ สามาถแวะเข้าห้องน้ำได้ ห้องน้ำแบบผูกผ้ากั้นเป็นห้องไว้
เพื่อนพุ่งตัวเข้าไป ออกมาถึงกับอ้วก ฮืออ ส่วนเราขอปลอดภัยไว้ก่อน ตามซอกหินน่าจะปลอดภัยสุด
ตรงจุดพักนี้มีน้องหมา7 – 8 ตัว หน้าตาน่ารักเป็นมิตร ขนปุยทุกตัว มายืนกดดันขอขนมกันสุดฤทธิ์

ทางที่จะไปทะเลสาป Pangong เลียบเส้นแม่น้ำ Saiyok ช่วงแรกๆ ก็จะเป็นทางเลียบๆ ชิลๆ
สักพักจะมีช่วงที่ต้องเขึ้นเขาเพื่อตัดเข้าไปกลางหุบเขา ทางตรงนี้เสียวใส้สุดๆ เลาะขอบเหวไปเรื่อยๆ ทางเลี้ยวแทบจะพุ่งตกเหว
อารมณ์เหมือนนั่งรถไฟเหาะ ยิ่งเรานั่งหน้า ถึงกับต้องสวดมนตร์ในใจ ภาวนาขอให้เบรคอย่าเป็นอะไรเลยตอนนั้น
เรายกให้เป็นเส้นทางที่น่ากลัวที่สุดในเลห์

พอผ่านมาได้ก็เลาะหุบเขาไปเรื่อยๆ เส้นทางสวยมาก เป็นถนนเลียบลำธารมีพุ่มไม้เหลืองๆ เขียวๆไปตลอดทาง
สักพักดิเรกก็เบรครถกระทันหัน รถที่เรานั่งตามมาเลยเบรคหัวทิ่มตามไปด้วย

ตอนแรกก็งงๆ เกิดอะไร จิมมี่ชะเง้อไปดูหันมาบอกพวกเรา Blue Sheep ๆ เราก็งง อะไรอ้ะ อยู่ดีๆ มาว่าเรา บูชิท
ได้ยินอย่างงั้นจริงๆ เพราะไม่รู้จัก Blue Sheep 555

Blue Sheep หรือ Himalayan blue sheep ไม่รู้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร แกะสีน้ำเงิน? แกะหิมาลัย? แต่น้องปีนเขาได้ แกะภูเขา?
ก่อนไปเลห์ เราอ่านรีวิว เราจำได้แค่ Marmot กับ Yak พอเจอแกะพันธุ์นี พวกเราตื่นเต้นกันมาก กดชัตเตอร์กันรัวๆ

น้องวิ่งตัดหน้ารถลงมากินน้ำ แล้วน้องก็วิ่งกลับขึ้นไปบนภูเขา
ขับรถผ่านมาสักพักก็เจอฝูง Blue Sheep ยืนเล็มหญ้าอยู่

ระหว่างทางผ่านค่ายทหารเยอะมากก มีจุดเช็ค Point เป็นระยะ
เราแวะกินข้าวกลางวันแถวค่ายทหาร เป็นมื้อแรกที่ได้กิน มาม่า Maggi ชื่อดังของอินเดีย เป็นมาม่ารสแกงกะหรี่ใส่ไข่
รสชาติพอทน แต่ก็ไม่ถูกปากเราเท่าไหร่

จิมมี่ขับไปเรื่อยๆ จนไปถึงแถวทุ่งหญ้าก่อนถึงทะเลสาป Pangong ที่จะมีหลุมของเจ้าตัวกระรอกยักษ์ Marmot  
จิมมี่กับดิเรกชะลอรถอยู่นาน เพื่อมองหาเจ้าตัว Marmot
แล้วหันมาทำหน้าเศร้าบอกเราว่า ไม่เจอสักตัว ช่วงนี้ใกล้หน้าหนาว มันน่าจะหลบในหลุมจำศีลกันแล้ว
ฮืออ ฝันสลายดอกฝ้ายบานจริงๆ พวกเรา

ขับรถไป Pangong กันต่อ ก่อนถึง Pangong จะเจอฝูงลาหลังสีแดง คิดว่าน่าจะลานะ 55
เจอเจ้าลาแบบนี้ได้ที่ก่อนถึง Pangong กับเส้นทางจาก Tsomoriri ไป Tsokar      
เจอกี่ทีมันก็จะเดินเรียงแถวกัน 4 – 5 ตัวแบบนี้ตลอด

ขับมาจนเห็นทะเลสาบ Pangong ค่อยๆ โผลมาให้เห็น แค่โผล่มานิดเดียวก็สวยแล้วววว
เราขับรถผ่านค่ายทหารเข้าไปจนจุดชมวิว ตอนนี้ใกล้เย็น ฟ้าปิดหมดแล้ว
จิมมี่จอดให้เราถ่ายรูป วินาทีแรกที่ลงจากรถคือ หนาวมากกกกกกกกก มันหนาวเย็นแบบบอกไม่ถูก

ทะเลสาปคือกว้างใหญ่มาก จากจุดชมวิวไปที่พักก็ไกลพอสมควร
ช่วงที่เราไปเต็นท์ที่กางเป็นที่พักไม่มีแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงชักโครกให้ดูต่างหน้า

เนื่องจากโรงแรมที่จองมาตอนแรกน่าจะปิดหนีหนาวไปแล้ว จิมมี่เลยจองอีกที่ให้เรา
เป็นโรงแรมที่แต่ละห้องทำจากไม้อัด ไม่มีไวไฟ เดินไม่ไกลจากทะเลสาป  
เราไปถึงช่วง 5 โมงเย็น จัดแจงห้องพัก เดินไปชมพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาป เสียดายทีฟ้าปิด
ตอนเย็นอากาศยิ่งหนาว หนาวทั้งข้างนอก ในห้องนอน ในห้องกินข้าว คือหนาวไปหมด

ชมทะเลสาปยามเย็นเสร็จ ก็กลับห้องนอนหลับรอเวลากินข้าวมื้อดึกตอน 3 ทุ่มอีกตามเคย

อาหารเย็นเราจำไม่แม่น น่าจะเป็นข้าวผัด ไข่ต้ม ซุป hot and sour ชาชัย
เรากินเสร็จนั่งคุยเล่นในห้องกินข้าวจนดึก ก็แยกย้ายไปนอน

ก่อนนอนจิมมี่จัดผ้าห่มให้พวกเราห้องละ 5 ผืน แล้วก็สละผ้าห่มของตัวเองและดิเรกให้พวกเรา พร้อมแจกถุงน้ำร้อนคนละใบ
พวกเรางงๆ กับผ้าห่ม 5 ผืนมาก บอกจิมมี่ ยูวเอาคืนไปเหอะ ไอลองห่มทับๆ กันแล้วมันพันกันไปหมด
จิมมี่กับดิเรกยิ้มอ่อน แล้วจัดแจงปูผ้าห่มให้พวกเราทุกห้องอีกรอบ โดยปูทับๆกันก่อนแล้วเราค่อยมุดตัวลงไป
จุดนั้นจะไม่หนาวตายค่ะ แต่จะหายใจไม่ออกตายแทน ผ้าห่มหนักมาก

เราจัดแจงเสียบถุงน้ำร้อนไว้ระหว่างขาตามที่จิมมี่บอก จำได้ว่าก่อนนอนคือหนาวมาก นอนหายใจแผ่วๆ
คิดกับตัวเองว่าจะหนาวจนหลับไปเลยไหมเนี่ย
โชคดีที่สะดุ้งตื่นเป็นระยะ เพราะเสียงลมดังเหมือนภูเขาข้างหลังถล่มลงมา
ครั้งแรกที่ได้ยินเรากับเพื่อนถึงกับต้องลุกขึ้นมาดู คิดว่าอะไรถล่มลงมา

คืนนั้นลมแรงมาก ลมตีผ้าใบตรงห้องน้ำเสียงดังปัง ๆ ทั้งคืน จนหลับไม่สนิท
ผ้าห่ม 5 ชั้นก็เริ่มร้อน พอเอาออกซักผืนก็หนาวอีก เฮ้ออ ไม่มีความพอดีเลย
เราโชคดีนอนห้องช่วงกลางๆ เพื่อนที่นอนห้องริมบอกว่าลมตีฝาห้องแทบพัง

มีเพื่อนที่มีใจออกมาถ่ายรูปดาวตอน ตี 3 เราโผล่มาแปปนึงแล้วขอบาย มันหนาวมากกกกก แต่ดาวเยอะจริงๆ ค่ะ
เพื่อนบอกว่าเจอจิมมี่ตอน ตี 3 หืม จิมมี่ออกมาชมดาวหรอ
อ๋อ ป่าวค่ะ จิมมี่ต้องคอยมาสตาร์ทรถอยู่ทั้งคืน ไม่ให้น้ำแข็งเกาะเครื่อง ไม่งั้นพรุ่งนี้เข้าสตาร์ทไม่ติด

ที่พักที่ Nubra Valley ของพวกเรา คุณป้าเจ้าของน่ารักมาก
Disket Manastery ตั้งตะง่านอยู่บนเขา
บรรยากาศภายในห้อง ของจริงในห้องคือมืดมาก

รูปปั้นท่านพวกนี้โดยปกติจะคลุมผ้าปิดไว้
มองจาก  Disket Manastery จะเห็น Future Buddha Statue  
Future Buddha Statue  ของจริงองค์ใหญ่มาก

แม่น้ำ Shayok สวยใสมาก

จุดพักเข้าห้องน้ำ แต่แนะนำว่า ถ้าเห็นป้ายห้องน้ำรีบหนีไปให้ไกลเลยค่ะ

Blue Sheep ที่วิ่งตัดหน้ารถลงมากินน้ำ

แล้วน้องก็กระโดดขึ้นภูเขาไป

ขับมาสักพักก็เจอน้องอยู่กันเป็นฝูง

จุดที่จิมมี่แวะจอดหาตัว Marmot แต่ไม่เจอสักตัว

แก๊งลาเดินเรียงแถวก่อนถึง Pangong

Pangong ยามเย็น เงียบเหงาและเหน็บหนาวมากค่ะ

นั่งดูดาวตรงที่พักเรา

วันที่ 6

วันที่ 6 ร่างกายเริ่มชินกับการตื่นเช้า ตื่นมารีบเช็คสภาพตัวเอง โอเค ยังหายใจอยู่
ที่แย่คือสภาพหนังหน้า ผิวแห้งหลุดร่วงยิ่งกว่าหิมะที่เลห์
โชคดีที่เพื่อนในกรุ๊ป นอกจากความหนาวแล้ว สภาพก็ยังโอเคกันอยู่

เช้านี้หนาวมาก แต่ฟ้าสวยเลยกลั้นใจออกมาเดิน

อุปสรรควันนี้คือ น้ำก๊อกกับชักโครกกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ใครจะถ่ายหนักเช็คก่อนน้ำก่อนนะคะ สงสารเพื่อน
เจ้าของที่พักหิ้วกระป๋องน้ำร้อนมากแจกห้องละกระป๋อง

พวกเราเก็บของแล้วไปกินอาหารหารเช้า อาหารเช้า จำได้คร่าวๆ ว่ามี ขนมปังชา กาแฟ ไข่ต้ม
เราจัดแจงตัวเองบอกเราเจ้าของที่พักแล้วไปจุดชมวิวของปันกอง ที่จะมีพวกฉากถ่ายทำหนัง 3 idiots  มีชุดให้เช่า
พวกเราแยกย้ายกินเดินหามุม อยู่ที่นั่นกันพักใหญ่ ก่อนจะลาจากทะเลสาปปันกองตอนเที่ยง เดินทางกลับเข้าเลห์

ขากลับวันนี้ จิมมี่ก็มาตามหาเจ้าตัว Marmot  กันอีกครั้ง แต่ก็ต้องแห้วตามเคย

ระหว่างทางแวะกินข้าวกลางวันร้านเดิมกับขามา แล้วก็เลี้ยวขึ้นเขากลับอีกทางกับขามา

ช่วงขึ้นเขาถนนลื่น รถติด มีทำถนน เสียเวลาไปพักใหญ่ จนใกล้เย็น
จริงๆ วันนี้ตามแพลนเราต้องไป Hemis monastery กับ Shey palace
แต่เราขอจิมมี่ข้าม เพราะอยากไปช็อปในตลาดกัน

พวกเราแวะเก็บของที่ Sia la บอกลาดิเรก เพราะมีเพื่อนเราจะกลับไปเที่ยวเดลีก่อน
เลยสามารถนั่งในรถ Tempo คันเดียวพอ

เสร็จแล้วก็พุ่งตัวไป Main Bazzaar กันทันทีพร้อมพนักงานสาวของ Sia la
เจ้าถิ่นก็พาเข้าตรอกนี้ตรอกนั้น

ตลาดที่ปิดเร็วสุด 2 ทุ่มก็เงียบหมดแล้ว ต้องแยกย้ายกันซื้อทำเวลากันสุดๆ

ร้าน Himalaya ที่เป็นช็อปใหญ่ๆ คนเยอะมากจริง ๆ คิวคิดเงินแถวยาวมาก

เผลอหลุดเข้าไปร้านขายพรม ผ้าไหมแคชเมียร์  ผ้าพาสมีน่า คนขายขายเก่งมากกกกกกกก
กว่าจะหลุดออกมาได้ อยากจะช่วยอุดหนุนก็แพงเหลือเกิน

นอกจากครีม Himalaya ไม่รุ้จะซื้ออะไรเป็นของฝาก เลยเหมาขนม Britannia Pure Magic Chocolush มาแจกเพื่อน ถูกและอร่อย
จิมมี่ซื้อมาให้กินกับชา ติดใจ

แวะกินข้าวที่ Lamayuru กลับโรงแรม เตรียมเก็บของเพื่อฝากไว้อีก 1 วัน เพื่อไปค้างที่ Tso Moriri

ที่พักของเราที่ปันกอง ฟ้าตอนเช้าใสสุดๆ

ปันกองเช้านี้

มุมที่คุ้นเคยจากฉากหนัง

อีกมุมที่คุ้นเคย

มองไปอีกทางอีกฝั่ง ด้านนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นฝั่งติดกับชายแดนประเทศจีน

สีน้ำที่ปันกองฟ้าดีจัง แสงกระทบก็เปลี่ยนเฉดไปอีก

น้องไม่กลัวหนาว เพราะน้องใส่ขนเป็ดแท้

ขากลับจากปันกองเข้าตัวเมืองเลห์ รถติดบนเขาหวาดเสียวสุดๆ

วันที่ 7

เช้านี้เราตื่นแต่เช้า มาร่ำลาเพื่อนที่จะกลับไปเที่ยวที่เดลีรอก่อน

จิมมี่มาพร้อมกับคนขับรถอีกคน Thinless เนื่องจากเมื่อวานนี้คุณลุง Stazin ภรรยาเพิ่งคลอดลูก จิมมี่เลยต้องอยู่ทำพิธีกับที่บ้าน

เราฝากของบ้านไว้ที่ Sia La เหมือนเดิม ร่ำลาเพื่อน แล้วออกเดินทางตอนเกือบ 8 โมง

โปรแกรมวันนี้คือ ออกจากเลห์ แวะกินข้าวกลางวันที่ น้ำพุร้อน Chumatan  แล้วก็ตรงไปทะเลสาป Moriri หรือ Tso Moriri หรือ Moriri Tso

ทางที่จะไป Tso Moriri ช่วงที่เราไป ถนนเป็นดิน เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง ต้องขับช้าๆ นั่งกระเด็นกระดอนกันไปตลอดทาง
แล้วก็แทบไม่มีหินให้หลบแวะฉี่เลย เฮ้อออ เป็นผู้หญิงช่างลำบากนัก

ตลอดทางจะมีแม่ลำธารกับต้นไม้สีแดงตลอดทาง สวยไปอีกแบบ

จนมาถึงน้ำพุร้อน Chumatan เราก็ต้องตะลึง ต้องย้ำถาม Thinless ว่าใช่ที่นี่หรอ
เพราะมันดูเป็นเหมือนทางน้ำทิ้งชาวบ้านมากกว่า แต่มันก็น้ำพุร้อนปุดๆ ขึ้นมาจริงๆ

เราแวะกินข้าวกลางวันกับครอบครัวชาวบ้าน เขาคงไม่คิดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากช่วงนี้ เลยมีแค่ไข่เจียวกับข้าวเปล่า

กินเสร็จก็ออกเดินทางต่อ
ระหว่างทางจะเจอป้ายบอกสะพานที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่อง 3 Idiots ที่พระเอกขับรถข้ามสะพานที่มีธงมนตร์
โธ่ เราก็คิดว่าเป็นตรงจุดอื่นตั้งนาน ตรงสะพานนี้จะจุดตรวจเอกสาร Inner Permit กับพาสปอร์ตตัวจริง

ก่อนถึง Tso Moriri จะเจอ ทะเลสาปเล็กๆอันนึง เราจำชื่อไม่ได้ แล้วก็มาถึง Tso Moriri ตอนเกือบ 5 โมงเย็น
ทางเข้าหมู่บ้านจะมีจุดตรวจInner Permit กับพาสปอร์ตตัวจริงอีกครั้ง

Thinless ขับรถพาเราไปจุดชมวิว เปิดประตูรถแล้วต้องรีบปิดทำใจเลย เพราะมันหนาวมากกกกกกกกกกกกกกก

ที่ Tso Moriri จะให้ความรู้สึกเหงาๆ บอกไม่ถูก 55

ยืนถ่ายรูปกันสักพัก ก็ไปที่ Guesthouse ที่นี่จะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ช่วงที่เราไปแทบไม่มีคนอยู่แล้ว
ตอนแรกเราเลือกที่พักอีกที่ แต่เขาปิดช่วงหน้าหนาวไปก่อนเลยเปลี่ยนมานอนที่นี่
คุยกับเจ้าของที่พักเขาบอกว่าหลังพวกเรากลับเขาก็จะปิด ออกจากที่นี่ช่วงหน้าหนาวเหมือนกัน
เจ้าของที่พักเเป็นครอบครัว มีพ่อ แม่ ยาย และเด็กน้อย น่ารักกันทั้งครอบครับ

Guesthouse เป็นตึก 2 ชั้น มีทางขึ้นดาดฟ้า ที่เจ้าของพยายายามใช้พลาสติกปิดไม่ให้ความเย็นเข้ามา ซึ่งดูท่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่
เข้าไปในตึกคือหนาวกว่าข้างนอกมาก อากาศที่ Tso Moriri  หนักหนากว่าที่ปันกอง หนาวที่สุดในเลห์ที่เราเจอมา

Thinless ยกถังออกซิเจนมาวางไว้ให้ทุกห้อง แจกถุงน้ำร้อนคนละใบ เจ้าของบ้านเอาผ้าห่มมาให้เพิ่ม
วันนี้เรียนรู้วิธีการปูผ้าห่มจากปันกองมาแล้ว เตรียมถุงนอน ใส่แจคเกจทับ 3 ตัว ผ้าห่ม 5 ชั้น ถุงมือ 2 ชั้น หมวก จัดเต็มมาก
นอนดูพระอาทิตย์ตกที่ห้องรออาหารเย็น ไม่รู้ว่าเหนื่อยหรืออากาศมันเบาบาง จนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

2 ทุ่ม Thinless มาปลุกให้กินอาหารเย็น ออกมากนอกห้องคือหนาวมากกกกกกกกกกก
มื้อเย็นวันนี้มีน่องไก่ทอด ข้าวเปล่า แล้วก็ซุป พวกเราขอต้มมาม่าที่เตรียมมาเพิ่ม อิ่มท้อง
วันนี้เป็นวันแรกที่กินเสร็จละแยกย้ายกันเข้าห้องทันที เพราะห้องกินข้าวก็หนาวมาก
ทุกที่มีแต่คำว่าหนาวมาก หนาวมากๆ พวกเราพูดคำนี้เป็นร้อยๆครั้ง

คืนนั้นเลยได้นอนส่องดาวจากในห้อง โชคดีที่ห้องพักเป็นวิวทะเลสาปพอดี
นอนดูดาวไป พลางก็คิดในใจไปว่า พาตัวเองมาทนหนาวขนาดนี้ทำไมนะ 55

แวะตลาดซื้อผลไม้ตุนไว้

ทางที่จะไป Tso Moriri คือเป็นดินร่วนบ้าง ลูกรังขรุขระบ้าง นั่งเขย่าไปตลอดเส้นทาง  
ดีที่วิวสวย มีลำธารกับดอกไม้แดงๆ ตลอดทาง พอให้ลืมๆเรื่องถนนไปบ้าง

ภูเขามันม่วงกับต้นไม้แดง

น้ำพุร้อน Chumatan

ครัวคุณป้าที่ตรงน้ำพุร้อน สันสนสดใสน่ารักมาก พอแก้ขัด น้ำพุร้อน Chumatan ได้บ้าง

ทางที่จะไป Tso Moriri  นี่สวยจิงๆ

เจอฝูง Yak กำลังพักผ่อน

เจอเจ้า Blue Sheep มาเดินเล่น

เจอฝูงแกะแต้มสีของชาวบ้าน

เจอฝูงแกะแต้มสีของชาวบ้าน

ทะเลสาปน้อยก่อนถึง Tso Moriri

ทะเลสาปน้อยก่อนถึง Tso Moriri

ถึงแล้ว Tso Moriri

หินซ้อนของผู้มาเยีอน

มองไปไหนทางก็สวย

แต่ยิ่งมองก็ยิ่งเหงา

แต่ยิ่งมองก็ยิ่งเหงา

หมู่บ้านเล็กๆ ใน Tso Moriri

แสงพระอาทิตย์กระทบภูเขา

แสงสุดท้ายที Tso Moriri

หนาวจนไม่อยากออกจากผ้าห่ม โชคดีที่ยังมองเห็นวิวจากที่พักได้

Tso Moriri ยามค่ำคืน

วันที่ 8

วันนี้ตื่นสายกว่าทุกวัน อาจเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการนั่งรถนานๆ หลายวันติด
ตื่นสายเลยกินมื้อเช้ากันไม่ทันเพราะวันนี้เดินทางไกล เลยต้องรีบออก
เจ้าของที่พักเลยห่อแซนวิชให้ไปกินในรถอย่างดี พร้อมออกมาส่งพวกเรา

วันนี้ตามโปรแกรมเราจะกลับเลห์ ผ่านทางทะเลสาปเกลือ Tsokar Lake
แล้วก็แวะ Hemis monastery ที่พลาดไปวันก่อนกับ Thiskey Monastar

นั่งรถออกจากเลห์มาได้ซักพักก็ต้องกรี๊ดกันทั้งคันรถจน Thinless ตกใจ เพราะพี่ร่วมทริปตาดีมากๆ
เห็นเจ้ากระรอกยักษ์ Marmot วิ่งหรือกลิ้งไม่รู้อยู่ข้างถนน

น่ารักมากจริงๆ แต่ไม่ได้เข้าไปใกล้นะคะ กลัวน้องตกใจ
แล้วก็อ่านเจอมาว่าเจ้าตัว Marmot มีเชื้อโรคเยอะ เลยขอปลอดภัยไว้ก่อน
มีอีกตัวมาเหมือนมาเรียกน้องเข้าหลุมไป เป็น 5 นาทีแห่งความฟิน คุ้มแล้วทริปนี้ 55

Thinless จอดรถให้พวกเราถ่ายรูปกันอย่างสะใจ พร้อมถามว่าตอนไป Pangong ไม่เจอกันหรอ
ที่นู่นจะเยอะกว่าที่นี่นะ เอิ่ม ถามให้เจ็บใจ

ทางที่ไป Tsokar Lake  สวยอีกแล้ว  คนละทางกับขาม้า ทางจะเป็นเหมือนที่ราบมีทุ่งหญ้าเหลืองๆ ตลอดทาง
แต่ทางนี้คือแทบไม่มีหมู่บ้านให้แวะกินข้าวเลย หิวจนต้องหยิบแซนวิชจากที่พักมากิน แซนวิชเย็นแบบอีกนิดนึงจะเป็นน้ำแข็งแล้ว

ถนนเป็นหินดิน เลยขับเร็วไม่ได้ ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะมาถึง Tsokar Lake  
โอ๊ยสวยอีกแล้ว เป็นทุ่งหญ้าเลืองๆ ตัดกับสีขาวๆ ของเกลือ แล้วก็ภูเขาหิมะ
และก็หนาวมากอีกเช่นเคย Thinless หยิบชามาชงแก้หนาวให้พวกเรา
ยืนตากแดดให้หายหนาวกันอยู่นาน ก่อนขึ้นรถไปต่อ

ระหว่างทางกลับเลห์ จะผ่านถนนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก Taglang la
พวกเราได้แต่นั่งมาป้ายอยู่ในรถ เพราะมันหนาวจนไม่ขอลงไป

ตอนใกล้ถึงเลห์ Thinless ชี้ให้ดูวัด Hemis แล้วเล่าประวัติ แล้วถามว่ามาหรือยัง
เราบอกแพลนไว้วันก่อน แต่มาไม่ทัน  Thinless บอกพอมีเวลาเดี๊ยวแวะให้

Thinless ดูจะเป็นคนธรรมะธรรมโม เปิดบทสวดมนตร์ฟังตลอดเล่าประวัติดาไลลามะ พร้อมชี้สถานที่ทางศาสนาให้ดูตลอดทาง

ที่วัด Hemis มีโรงเรียนสำหรับลามะ เลยเจอลามะเด็กออกมาวิ่งเล่นเต็มไปหมด
ต้นไม้ที่วัดเป็นสีเหลืองตัดกับวัดสีแดงๆ ถ่ายรูปกันเพลินๆ

ออกจากวัด Hemis สักพัก Thinless ก็แวะให้ถ่ายรูปที่จุด landmark อีกจุด  Stakna Monastery

แวะกินข้าวมื้อแรกของวัน แล้วไปแวะวัด Thiskey Monastar ที่นี่เสียค่าเข้า 30 รูปี
วัดนี้มีพระศรีอริยะเมตไตรยองค์ใหญ่ ใหญ่จนชั่น 2 เห็นแค่ส่วนพระเศียรท่าน
วิวหลังวัดก็อลังการไปอีก

แล้วเราก็มุ่งตรงกลับเลห์มาเจอจิมมี่ที่มารออยู่ที่ Sia la เก็บของ ร่ำลาขอบคุณ Thinless
แล้วก็พุ่งตัวไปตลาดกันอีก วันนี้จิมมี่มาช่วยต่อราคาด้วย
วันนี้ไฟดับทั้งเมือง ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด พุ่งเขาร้านนั้นออกร้านนี้
ตั้งใจว่าใช้เงินรูปีให้หมดซะที่นี่ ที่ไหนได้เงินไม่พอใจจ้ะ ต้องเแลกเพิ่มอีก

จบลงด้วยมื้อเย็นที่ Lamayuru แยกย้ายกับจิมมี่ แล้วกลับห้องเก็บของนอน
พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามาเคลียร์ค่าใช้จ่ายให้จิมมี่และ Sia la

ที่พักเราที่ Tso Moriri

ที่พักเราที่ Tso Moriri

เช้าที่นี้ Tso Moriri

วันนี้ฟ้าใสกว่าเมื่อวาน

ทะเลสาปเริ่มเป็นน้ำแข็ง

เจอตัวจนได้

เจอ 2  อยู่คนละปากหลุม คาดว่าข้างในน่าจะทะลุถึงกัน

อีกตัว น่ารักมาก อ้วนตุ้ยนุ้ย

ระว่างทางเจอแก๊งลา เดินเรียงกันอีกแล้ว

เจอแก๊งนี่ ที่ดูเผินๆหมือนลา แต่น่าจะเป็นม้า

 

ถึงแล้ววว Tsokar lake หรือทะเลสาปเกลือ 

นกที่ Thinlese ว่าหาดูยาก

ทุ่งหญ้าสีทอง

Taglang la  ถนนที่สูงอันดับ 2 ของโลก

ลามะเด็กที่วัด Hemis

วัด Hemis สีสันสดใส

Stakna Monastery มุมในตำนาน

วิวหลังวัด Thiskey Monastary

วันที่ 9

วันสุดท้ายที่เลห์

เช้านี้เรามีบินออกจากเลห์ตอนประมาณ 10.30 ต้องไปถึงสนามบินประมาณ 9.00
ต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับจิมมี่และโรงแรม สมองยังไม่ตื่นเลยมึนงงกับตัวเลขมากๆ 55

เคลียร์ค่าใช้จ่ายเสร็จ ก็เริ่มเคลียร์ของที่แบกมา ทั้งอาหาร ขนม เสื้อผ้า ยันถุงนอน เพื่อลดน้ำหนักกระเป๋าให้มากที่สุด สุดท้ายก็ไม่รอด ฮืออ

ที่สนามบินเลห์การตรวจเข้มข้นมาก เข้าไปต้องสแกนกระเป๋าก่อน
แล้วเอากระเป๋าไปที่โต๊ะ เขาจะจดชื่อ ไฟลท์กับเลขพาสปอร์ตลงสมุด ละติดสติ๊กเกอร์กระเป๋าสำหรับโหลดและติด Tag กระเป๋าสำหรับถือขึ้นเครื่อง
Tag ที่เขาติดรักษาดีๆ นะคะ และกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องทุกใบต้องมี Tag ถ้าไม่มีตอนตรวจก่อนเข้าเกท ต้องออกไปสแกนใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น

ตอนรอเข้า Gate  ชาวต่างชาติต้องกรอกเอกสารด้วย แล้วก็ก่อนเข้า Gate มีสแกนอีกครั้ง
จุดนี้แทบจะต้องรื้อกระเป๋ากันทุกคน ตรวจเข้มข้นมาก
เราโดนยึดที่ห้อยกุญแจที่เป็นนกหวีดที่ห้อยติดตัวมา 5 ปี โถว กำลังจะได้กลับบ้านกันแล้วเชียว  

เสร็จแล้วก็มานั่งรอครึ่งเครื่อง ขากลับเดลี เรากลับสายการบิน Go Air  
Go Air จะลงที่ Terminal 2 พอลงเครื่องเท่านั้นแหล่ะ ตื่นเลย ความหนาวที่ผ่านมาคือฝันไป
อากาศคือเขวี้ยงเสื้อหนาวทิ้งได้เลย ร้อนมากกกกก

เราเดินจากตามป้ายบอกทางจาก Terminal 2  ไป Terminal 3 รอขึ้นเครื่องกลับไทยด้วยสายการบินไทยตอน ตี 3
เนื่องจากมีเวลาว่างหลายชั่วโมง เลยจะฝากกระเป๋ากันก่อนแล้วหาที่พักผ่อน
ขี้เกียจลากไปมา เพราะที่สนามบินจะให้เข้าล่วงหน้าเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น
พอถึง Terminal 3 จะมีป้าย Left Luggage สำหรับฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบินอินธิรา

ที่ฝากกระเป๋าจะอยู่ตึกเดียวกันสถานีรถไฟ Metro สามารถฝากกระเป๋า แล้วนั่งรถไปออกไปเที่ยวเดลีได้เลย
เขาจะคิดตามน้ำหนักกระเป๋าแต่ละใบ แล้วก็จะคิดตามเวลาที่จะฝาก ราคาไม่แพงคะ
อย่างของเรา 20 กิโล ฝาก 10 ชั่วโมง ประมาณ 200 บาท หรือจะจ่ายเหมาวันก็ได้

ตอนแรกเราลิสต์ที่เที่ยวเดลีไว้ว่าคร่าวๆ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน
พอไปถึงด้วยความร้อน  ความคนเยอะ กว่าจะฝากกระเป๋าเสร็จ ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงแล้ว นานกว่าบินจากเลห์มาอีก
เลยกะเทแล้วนอนรอที่สนามบิน ก็เลยแยกย้ายกันไปพักผ่อน

แต่มันอีกตั้งหลายชั่วโมง เรากับเพื่อนรวม 4 คนเลยเปลี่ยนใจ กะว่านั่งรถไฟออกไปกินข้าวตามห้าง
จำได้ว่าอ่านมาคร่าวๆว่าให้นั่ง Metro ไปลงสถานีรถไฟเดลี แล้วไปเริ่มต้นจากที่นั่น
สถานีสนามบินที่เราขึ้นคือ Dwarka sector 21 ลงไปยอดเหรียญ แล้วก็เดินตามป้ายไปเลย

รถไฟใหม่และสะอาดมากๆ นั่งมาซักพักก็ถึงป้ายสถานีรถไฟเดลี
โผล่ขึ้นมาคือเป็นลมรอบที่ 2 วิ่งกลับเข้าไปตั้งหลักในสถานีก่อน

บริเวณนี้วุ่นวายมากกค่ะ คุณกิตติคะ ตอนนั้นคือช่วยกันกวาดสายตาหาห้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววห้างเลย
เลยวิ่งไปที่ตึกข้างๆ ตั้งหลักอีกรอบ  ระหว่างวิ่งเกือบเหยียบคนที่นอนบนถนน ฮือ ไม่รู้ว่าพี่เขาหลับหรือไร้ชีวิตแล้ว แมลงวันตอมเต็ม

พอมาถึงตึกก็มีตุ๊กๆ มาเสนอ ลุงถามจะไปไหนกัน ไปตรงนี้ไหม Luxury สุดๆ พร้อมยื่นมือถือให้ดูแมพ
พวกเราแกล้งทำไม่ได้ยิน กลัวคุยกับลุงยาว เพื่อนลุงก็เริ่มมารุมๆ

แต่หน้าพวกเราคงดูหิวมาก ลุงเลยเปลี่ยนไปพูด KFC Burger King Subway Mcdonald ตีถูกจุดค่ะลุง
พวกหนูหิวมากไปตรงนั้นราคาเท่าไหร่คะ เรียกมาได้เลย ไม่ต่อค่ะ

เราหยิบมือถือขึ้นมาดู map อย่างระวังสุดๆ ลุงบอกว่าไปตรง Connaught place  200 รูปี โอเคไปก็ไปค่ะ
นั่งดูแมพไปตลอดทาง กลัวลุงพาออกนอกเส้นทาง จนมาถึงถนนที่มีตึกสไตล์ยุโรปทั้งแถบ
ลุงพามาจอดหน้า KFC  เลย

เย้! ลุงไม่ได้หลอกเรา แต่ลุงขอค่ารถ 300 รูปี  อ้าว! ลุง
แต่โอเค ลุงพามาถูกใจ 300 ก็ 300 แล้วเราก็พุ่งเข้า KFC ทันที

ที่ Connaught place หรูหราหมาเห่าจริงค่ะ เป็นดงที่มีของกินทุกแบรนด์ มีช็อป Iphone adidas nike vans hm  บลาๆ เยอะมาก
แล้วคือมันใหญ่มาก เดินวนไม่หมดซักที เราทิ้ง Connaught place ไว้ข้างหลัง ค่อยกลับมาอีกครั้งตอนค่ำ

ระหว่างนั่งกิน KFC ตกลงกันว่าจะไป วัด Akshardham  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
เราเรียกตู๊กๆ ลุงคิด 300 รูปี โอเค ที่อินเดียขับรถกันอย่างโหด เบียดแทบจะเกยขึ้นมา
นั่งใจหายใจคว่ำ ก็มองเห็น Akshardham อยู่ไกล ๆ แล้ว

ว่ากันว่า วัด Akshardham เป็นวัดของศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ลุงมาจอดหน้าทางเข้าแล้วเรียก 400 รูปี ลุงงงง นี่ลุงจะมาโกงหน้าวัดไม่ได้นะ
เราให้ลุงไป 300 รูปีแล้วเดินเข้าวัด

ที่วัดนี้เข้าฟรี เราต้องฝากของทุกอย่างไว้ที่นี่ โดยจะต้องเขียนใบรายการของที่จะฝาก ตรงโต๊ะไม้แล้วต่อคิวฝากกระเป๋า
พวกเราลังเลเพราะไม่ค่อยไว้ใจกับการฝากของ  แต่เห็นคนอินเดียเขาฝากกัน ก็ฝากบ้าง
โดยเขาจะวางของมีค่าทั้งหมดเราบนถาด มีกล้องจับอยู่ ว่าฝากชิ้นใดบ้าง แล้วเอาเข้ากระเป๋า แล้วจะได้ใบมารับ

แล้วก็ไปต่อคิวแถวยาวมากๆ เข้าเป็นรอบๆ เราไปช่วงเย็น พระอาทิตย์ใกล้ตกพอดี
พอไปถึงจะผ่านสวน สวยๆ ผ่านห้องพิพิธภัณฑ์ แล้วก็จะออกมาเจออาคาร Akshardham ค่ะ
ก่อนจะเข้าอาคารต้องฝากรองเท้า กลิ่นห้องฝากร้องเท้าคือสุดๆ สงสารลุงรับฝากมาก
เขาจะมีการแสดงน้ำพุให้ดู แต่เวลาไม่ได้ เราเลยไม่ได้ซื้อตั๋วดู

อาคาร Akshardham คือสวยมาก เป็นสีชมพูตุ่นๆ ยิ่งแสงพระอาทิตย์ตกตอนเย็น ยิ่งสวย
งานแกะสลักอาคารละเอียดมาก เข้าใจเลยว่าทำไมคนเยอะมาก
ส่วนข้างในจะเป็นรูปปั้น มีเพชรวิ้งวับ แล้วก็ประวัติขององค์เทพเจ้า

เดินชมจนพอใจก็ออกกันมา ขากลับออกมารับของอยู่ครบ วางใจได้
เดินออกไปตรงถนนเพื่อเรียกรถกลับไป Connaught place มองกลับไปทางวัดเปิดไปสวยมากๆ

ขากลับเรียกรถต่อราคาได้มา 300 รูปี คนขับรถดูเหมือนโกรธที่เราต่อราคา ขับรถน่ากลัวมาก
พอถึงที่พยายามข่มขู่บอก 500 รูปี โชคดีโทรศัพท์พี่เขาดัง เราเลยให้ไป 300 รูปี แล้วก็วิ่งออกมาเลย

เดินวนรอบ Connaught place หลายชั่วโมงก็ยังไม่ครบ รู้สึกว่ามันใหญ่มากๆ มีร้านอาหาร คาเฟ่ชา ผับ บาร์เยอะไปหมด
วัยรุ่นก็เยอะมากก แต่ไม่วุ่นวายนะคะ คือเดินสบายๆ
เราลองเช็คราคาดูพวก Adidas Nike HM ราคาถูกกว่าที่ไทย
อย่าง Adidas รองเท้า เสื้อผ้า ราคาถูกกว่า ช่วงที่เราไปรุ่นที่บ้านเราต้องต่อคิวข้ามคืน ที่นู่นคือมีให้เหลือเฟือ
ยิ่งมีโปรโมชั่นยิ่งถูกเข้าไปอีก แนะนำสำหรับขาช็อป

เดินกันจนหนำใจก็หารถกลับสถานีรถไฟนิวเดลี เรียกตุ๊กๆ
ลุงถามไปทำอะไรกลางคืน เราบอกจะนั่งรถไฟ Metro กับสนามบิน
ลุงบอกไม่ต้องไปถึงนั่นหรอก เดี๊ยวลุงพาไปใกล้ๆ ก็จริงของลุง เราจะไปขึ้นที่สถานีรถไฟทำไม 55
มาถึงลุงก็ไม่เรียกเงินเพิ่มอีก ลุงไม่เรียกเพิ่มงั้นหนูให้เพิ่มค่ะ

ทิ้งท้ายอินเดียด้วยความประทับใจ

หากใครมีเวลาระหว่างต่อเครื่องไปเลห์ ถ้าอยากเดินที่ชิลๆ ลองไป  Connaught place ก็ได้ค่ะ
หรือจะไป Akshardham ก็ได้ เราเห็นว่ามีสถานีรถไฟไม่ไกลจากวัดด้วย

แถบที่เราไปจะเรียก New Delhi แต่ถ้าสายแข็งจะไปแถว Old Delhi ก็ได้ค่ะ
เพื่อนที่กลับมาจากเลห์ก่อนไปเที่ยวแถว Old Delhi มา บอกว่าเด็ดสุดๆ กลับมาแข็งแกร่งเลย

ลาแล้วเลห์

รถตุ๊กตุ๊ก หรือออโต้ริกชอว์ จะเรียกริกชอว์หรือออโต้ก็ได้ แต่ลุงจะมาเรียกเงินเราเพิ่มไม่ได้

วัด Akshardham ท่ามกลางฝุ่นควัน

Akshardham ยามค่ำคืน

ซูมเข้าไป ผู้คนล้นหลามมาก

สุดท้าย
เลห์สวยงามสมคำร่ำลือมาก แต่สิ่งที่ทำให้เลห์ยิ่งสวยงามขึ้น คือความน่ารักและใจดีผู้คนที่นั่น
ถ้ามีโอกาสอยากกลับไปอีกครั้ง โดยเฉพาะ Turtuk กับ Tsomoriri เพราะรู้สึกยังไม่เต็มอิ่ม

แต่คงเว้นระยะก่อน ยังคงเข็ดกับความหนาว ความเมารถ ความเบื่ออาหาร ความนอนหายใจรวยริน
ถ้าไปก็ไปเดือนอื่นแล้ว ไม่ไปฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เพราะหนาวเกินไป

ช่วงที่เราใบไม้ยังเปลี่ยนสีไม่เต็มที่ หากใครอยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีแบบเต็มๆ
น่าจะต้องไปปลายซักปลายเดือนตุลาคม แต่คงจะหนาวมาก

ส่วนเดลีคือนอกเหนือความประทับใจมาก โหด มันส์ ฮา แต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน
8 วันที่เลห์ไม่เหนื่อยเท่าเที่ยวเดลี 1 วัน

หากใครจะไปเลห์ ขอเน้นย้ำเรื่อง Acute Mountain Sickness (AMS)

สำหรับเราคงไม่กล้าเชียร์ให้ใครไปเที่ยวเลห์ เพราะยิ่งสูง อ็อกซิเจนยิ่งน้อย
เราเองยังนอนหายใจรวยริน กลัวว่าจะหลับไม่ตื่นมากๆ   
และ AMS มันพร้อมเล่นงานทุกคนจริงๆ แบบไม่สนว่าคุณคือใคร

หลังเรากลับมาได้สักพัก มีข่าวนักท่องเที่ยวไทยเสียชีวิต
เมื่อเดือนเมษา มีคนรู้จัก เพื่อนในกลุ่มเขา ไปถึงเลห์ต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วบินมานอนโรงพยาบาลต่อในเดลี บินกลับมารักษาตัวที่ไทย
อยากให้ทุกคนประเมินตัวเองก่อนไป  ถ้าไม่แน่ใจเรื่องสุขภาพตัวเอง ไปปรึกษาหมอก่อนไปก็ดีค่ะ

ที่เลห์สวยก็จริง แต่ก็แฝงด้วยความอันตรายแบบภัยเงียบ

ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: