นอนโฮมสเตย์เนปาล Trekking Mardi Himal ส่งท้ายปี

สวัสดีค่า
รอบนี้จะพาไปนอนโฮมสเตย์ที่เนปาล เดิน Trekking Mardi Himal ส่งท้ายปี 2019 ค่ะ

ทริปนี้ไปเนปาลข้ามปีกันเลยทีเดียว ตั้งแต่ 24 ธ.ค. 2019 – 3 ม.ค. 2020 ทั้งหมด 11 วัน
เดินเขา 6 วัน ที่เหลือหมดไปกับการเดินทางและเที่ยวในกาฐมาณฑุ

เราเลือกไปช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาวและเป็นช่วง Low Season สำหรับการเดิน Trekking ที่เนปาล

ข้อดีของการไปเที่ยวช่วงนี้คือ ฟ้าใสเกือบทุกวันและคนไม่เยอะ
ข้อดีอีกอย่างสำหรับพนักงานออฟฟิสอย่างเรา คือ ไปช่วงปีใหม่ไม่ต้องใช้วันลาเยอะ

ข้อเสียคือ หนาวมากและเหงามากๆ ค่ะ

ทริปนี้เราไปกันแค่ 2 คน เลยไม่ค่อยได้หาข้อมูลเนปาลกันซักเท่าไหร่ กะตามใจไกด์เลย
อ่านรีวิวบริษัทที่จะจ้างไกด์กับลูกหาบส่งวันที่จะไปให้หลายบริษัท ให้เขาเสนอแผนกับราคามา
ไปอ่านรีวิวแต่ละเจ้าใน Tripadvisor พันทิป เฟสบุ๊ค ประกอบการตัดสินใจอีกที

เวลาที่เนปาลช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที
ค่าเงินเนปาล 1 รูปี ประมาณ 0.25 บาท เราใช้จำง่ายๆ 100 รูปี = 25 บาท

การแลกเงิน
เราแลกดอลล่าห์ที่ไทยไปทั้งหมด แล้วไปแลกรูปีที่นู่นเอา
ร้านแลกเงินหาง่ายและเรทพอๆ กัน หรือจะแลกเงินกับร้านค้าหรือโรงแรมก็ได้ ที่นู่นเกือบทุกที่รับทั้งดอลล่าห์และรูปี

ตู้ ATM กดได้เยอะสุดครั้งละ 20000 รูปี ค่าธรรมเนียมครั้งละ 500 รูปี
แต่ตู้บ้านเขากดยากมาก ต้องลองกดเป็น 10 ตู้กว่าจะได้ ตู้ที่เคยกดแล้วได้ กลับมากดอีกทีไม่ได้ซะงั้น

ตั๋วเครื่องบิน
สายการบินจากไทยที่บินตรงไปกาฐมาณฑุ มี 2 สาย บินไปกลับวันละไฟลท์ คือ การบินไทยและไลอ้อนแอร์
หลังจากได้วันที่จะเดินทาง เราเช็คราคาตั๋วอยู่เรื่อยๆ ได้การบินไทยที่ราคาประมาณ 11,700 บาท

ไฟล์ทการบินไทย
ออกจากสุวรรณภูมิ 10.30 น. ถึงกาฐมาณฑุ 12:45 น.
ออกจากกาฐมาณฑุ 13.55 น. ถึงสุวรรณภูมิ 18.30 น.

อากาศที่กาฐมาณฑุไม่ค่อยแน่นอน ขาไปฟ้าใสมาก เห็นเทือกเขาตั้งแต่อยู่บนเครื่อง
วันกลับหมอกลงหนัก เครื่องต้องบินไปจอดรอที่ประเทศข้างๆ ดีเลย์ไป 5 ชั่วโมง บางสายต้องยกเลิกไฟลท์ไปเลย

สำหรับใครที่จะบินไปโพคารา ซื้อตั๋วกับเอเย่นราคาจะถูกกว่าจองเอง ทำแผนสำรองไว้เผื่ออากาศแย่ ไม่สามารถบินได้ไว้ก็ดีค่ะ

วีซ่า
การทำวีซ่า มีหลายวิธี
1. ยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตเนปาลในไทย วิธีนี้สะดวกสบาย ลงเครื่องมาไปยื่นผ่าน ตม. ได้เลย
2. กรอกวีซ่าที่ตู้  kiosk ที่สนามบินตรีภูวัน
3. กรอกวีซ่าออนไลน์ผ่านเวป http://online.nepalimmigration.gov.np/tourist-visa
4. กรอกเอกสารเข้าเมืองที่แจกบนเครื่องบิน
วิธีที่ 2 – 4 จะต้องไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ Visa Fee ถึงจะไปเข้าคิวผ่าน ตม. ได้ค่ะ
สามารถชำระเงินค่าวีซ่าเป็นเงินบาท รูปี USD หรือเงินสกุลอื่นก็ได้ค่ะ
อย่าลืมพกรูปพื้นหลังสีขาวไปด้วยนะคะ

เราใช้วิธีกรอกวีซ่าออนไลน์ผ่านทางเวป เตรียมพาสปอร์ต รูปถ่าย ที่อยู่โรงแรม กรอกข้อมูลตามช่องที่มีเครื่องหมายดอกจันทร์ให้ครบ
แนบรูป กดตกลงจนได้เลข Submission ID แล้วก็ print เอกสารถือไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ Visa Fee แล้วก็ไปยื่นที่ ตม. ค่ะ

ช่วงหน้า High แนะนำยื่นวีซ่าที่สถานทูตไปก่อนดีกว่าค่ะ ได้ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวหลายจุด
ขนาดเรากรอกเอกสารไปก่อนยังรอต่อคิวจ่ายเงินกับ ตม. เกือบชั่วโมง

ราคาค่าวีซ่า ตามจำนวนวันที่อยู่ในเนปาล
15 days $30
30 days $5
90 days $125

ไกด์และลูกหาบ
เราหาข้อมูลไกด์กับลูกหาบในพันทิป เฟสบุ๊ค Tripadvisor รวบรวมเจ้าที่สนใจ ส่งวันให้เขาทำแพลนกับเสนอราคา
แต่ละเจ้าแพลนกับราคาก็แตกต่างกันไป เนื่องจากไปกัน 2 คน ราคาเลยค่อนข้างสูง ตัดเจ้าที่ราคาแพงออกก่อน 

สำหรับเส้น Mardi Himal ถามว่าเดินเองได้ไหม เราว่าถ้าคนมีประสบการณ์ก็น่าจะพอได้
เพราะตลอดทางจะมีป้ายและสีทาตามก้อนหินและต้นไม้ เส้น Mardi Himal จะเป็นสีฟ้า-ขาว

แต่เราก็ไม่แนะนำนะคะ ถึงจะมีสีทากับป้ายบอกไว้ แต่บางจุดมันก็ไม่มีค่ะ
ระหว่างเดินจะมีคนมาถามทางตลอด ชาวเนปาลเองยังคอยถามกับไกด์ลูกหาบของกลุ่มอื่นไปตลอดทาง
เรามีไกด์ ยังหลงเลยค่ะ 55 ก่อนไปหาข้อมูล ก็เจอข่าวที่มีคนหลงทาง บางช่วงมันเป็นป่า เส้นทางไม่ค่อยชัดเจน

อย่างน้อยควรมีไกด์หรือลูกหาบซัก 1 คน คอยนำทางก็ดี อีกอย่างได้มีคนเดินล่วงหน้าไปจองที่พักให้เราก่อนค่ะ
อย่างวันที่ 2 เราเดินกันไกลมาก เป็นวันสุดสัปดาห์ที่คนเนปาลไปตั้งแคมป์ที่ Australia  Camp จนที่พักเต็มหมด
ต้องเดินต่อไปนอนที่ Pothana หรืออย่างที่ High Camp ลูกหาบเดินนำเราไป 2 ชั่วโมง ไปจองที่พักให้
วันนั้นที่พักบน High Camp เต็มหมด นักท่องเที่ยวต้องนอนในห้องอาหาร รวมกับไกด์ลูกหาบ ขนาดเป็นช่วง Low Season

ส่วนเราขอไกด์และลูกหาบอย่างละ 1 คน เพราะไม่ไหวจะแบกของและคลำเส้นทางเอง เข็ด 55

หลังจากหาข้อมูล จนตกลงใช้บริการกับเจ้านึง ราคาโอเค รีวิวดี คุยกันรู้เรื่อง เป็นเอเย่นท้องถิ่น ไกด์และลูกหาบเป็นญาติพี่น้องกันหมด
เรียกว่าได้เจอทั้งพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง ลุงป้า น้า อา ยันเพื่อนบ้านเลย

คนที่คุยกับเราเกือบตลอดชื่อคาบิ คาบิตอบคำถาม แก้แพลน อธิบายนี่นั่นให้เราตลอด
ไกด์ที่ไปกับเราชื่อ มาเฮนดร้า ลูกหาบชื่อ ซาการ์ ทั้งคู่ดูแลและช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี ตลกมากๆ ด้วย

วันกลับเข้าโพคาราเราทำมือถือหล่นบนรถจี๊ป ทั้งไกด์ ทั้งลูกหาบช่วยเราหาสุดๆ พานั่งรถไปหา ขอดูกล้องวงจรใกล้เคียงให้
ญาติพี่น้องเขาก็โทรมาขอคุยกับเรา ขอโทษขอโพยกันใหญ่ที่ไม่ระวังให้เรา ถึงตอนนั้นจะเศร้าอยู่ แต่ก็ซึ้งใจสุดๆ
ถ้าได้กลับไปเดินที่เนปาล คงใช้บริการเขาอีก

หากใครสนใจ เราแปะเพจไว้ให้ค่ะ
https://www.facebook.com/FriendlyTrekkersAdventure/

ที่พัก
ที่พักบนเขาที่เอเย่นจัดให้เราแต่ละแคมป์โอเคเลย วิวดี
แต่บางที่ก็เตียงเล็กมาก นอนแทบไม่พอ บางที่ผ้าห่มหรือฟูกคะ ห่มทีหายใจไม่ออกเหมือนโดนผีอำ

ที่พักที่โพคารากับกาฐมาณฑุเราจองเองผ่าน Agoda
ที่พัก 2 แห่งในโพคารา ราคาไม่แพง สะอาด พนักงานดี
1. Hotel The Coast ใกล้ทะเลสาป แต่ไกลพวกร้านอาหารกับร้านค้า
2. Hotel Ezen อันนี้ใกล้ร้านอาหารและร้านค้า

โรงแรมในกาฐมาณฑุ
1. Avataar อยู่กลางทาเมล ห้องใหญ่ สะอาด แต่น้ำก๊อกคือสีขุ่นจนงง ไม่รู้เป็นทุกที่หรือเฉพาะโรงแรมเรา

อาหาร
เมนูบนเขาเหมือนกันหมด เราพกน้ำพริกไปไว้คลุกกับข้าว
ส่วนมากสั่งข้าวผัด มาม่าเนปาล มาม่าเกาหลี ไข่เจียว พิซซ่า วนอยู่เท่านี้ กินมาม่าบ่อยจนไกด์บอก No noodles 
วันหลังๆ เริ่มเบื่ออาหาร ขอแค่ไข่ต้มพอ

อาหารเย็นต้องสั่งไว้ตั้งแต่ 5 โมงเย็น อาหารเช้าสั่งไว้ตั้งแต่ตอนเย็นเลย ได้รอไม่นาน

ห้องน้ำ
ห้องน้ำบนเขา ส่วนมากเป็นแบบนั่งยอง เจอชักโครกที่ Pothana กับ Forest camp
สภาพห้องน้ำก็ปิดไฟเข้าจะดีกว่า ยิ่งสูงน้ำเป็นน้ำแข็งทั้งกลิ่นทั้งภาพ ติดตา!

แล้วห้องน้ำที่นี่ ส่วนมากจะมีหน้าต่างแบบระดับสายตา หรือบางที่กำแพงเป็นหน้าต่างทั้งบานเลย มีผ้าบางๆ ปิด
แบบมีเอาไว้ทำไม 55 กลัวเราเหงาหรอ คนเดินผ่านไปผ่านมาคือเห็นแน่ๆ

บนเขาเราไม่ได้อาบน้ำเลย ไม่รู้ว่าเขาคิดค่าอาบน้ำยังไง แต่หลายที่ก็ให้อาบฟรีค่ะ

สภาพอากาศ
ช่วงปลายปีเป็นหน้าหนาว หนาวตั้งแต่ลงเครื่องที่กาฐมาณฑุ บนเขาไม่ต้องพูดถึง
ไกด์ให้ยืมถุงนอน -10 ซึ่งช่วยได้มากๆ เพราะผ้าห่มบางโรงแรมก็ไม่ช่วยอะไร ไม่รู้ว่าไว้ห่มให้อุ่นหรือไว้ห่อร่างเราลงเขา
ถุงนอน -10 คืออุ่นจนร้อน ต้องลุกขึ้นมาถอดเสื้อออก
ถ้าขี้หนาวก็จัด ถุงนอน -20 ไปเลยค่ะ

ช่วง 6 วันที่อยู่บนเขา ฟ้าใสมาก บางวันช่วงบ่ายฟ้าก็ปิด
ตอนกลับมาที่กาฐมาณฑุ มีฝนตกสลับกับหมอกจัดเป็นพักๆ ทุกวัน

ประกันเดินทาง
ประกันเดินทางที่ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ หลายบริษัทไม่มีให้บริการแล้ว โทรถามอยู่หลายที่
เราซื้อของ Allianz Travel ถามแล้วคลอบคลุมอยู่ แต่ไม่ได้เคลม เลยไม่รู้ว่าตอนเคลมจะมีปัญหาอะไรมั้ย แต่ซื้อไว้อุ่นใจกว่า

อินเตอร์เนต
เราใช้ Sim2Fly แฟนเปิด Ais Data Roaming ทั้ง 2 อย่างโปร 10 วัน จับสัญญาณ Ncell ทั้งคู่ เนตไม่ได้เร็วมาก พอเล่นได้
บนเขามีสัญญาณอยู่หลายจุด โรงแรมบนเขามี wi-fi ขายวันละ 250 รูปี แต่สัญญาณอ่อนมาก บางทีก็ไวไฟพัง
ซื้อแพคเกจวันเผื่อไว้ดีกว่า เผื่อเครื่องดีเลย์แบบเรา

ปลั๊กไฟ
universal adaptor ใช้ได้ทั่วโลก
หลายโรงแรมให้ชาร์จไฟฟรี บางที่ก็เสียค่าชาร์จครั้งละ 250 รูปี

เตรียมร่างกายก่อนไป
ปกติเราเดินเขาอยู่เรื่อยๆ เลยได้วิ่งกับสควอชอยู่บ้าง
ก่อนไปยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปหาหมอล่วงหน้า 2 อาทิตย์เพื่อฉีดยาที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยว
มีโอกาสไปหาก่อนเดินทางแค่ 1 วัน ได้ยา Diamox มา
เราเคยไปเลห์มาไม่มีอาการ AMS แต่อย่างใด แต่ก็กินป้องกันไว้

อุปกรณ์ที่เตรียมไป
 1. รองเท้า Trekking
2.  เป้ใบใหญ่หรือดัฟเฟิลไว้สำหรับรวมของให้ลูกหาบ
3.  เป้ Day pack สะพายเอง ใส่ของส่วนตัว ขนม น้ำ
4.  ไม้เท้า Trekking
5.  ถุงนอนติดลบ
6.  Crampons สวมรองเท้ากันลื่นบนหิมะ
7. กระบอกเก็บน้ำร้อน หลังจาก Forest Camp จะไม่มีน้ำขวดขายแล้ว ต้องซื้อเติมใส่ขวดเอา เติมขวดละ 100 -200 รูปี
   ส่วนมากจะเป็นน้ำต้มร้อนๆ เติมให้เรา เราพกแบบขวดธรรมดา 1 ขวด ขวดน้ำร้อน 1 ขวด
8.  เสื้อผ้า Base layer, Fleece, Jacket, เสื้อกันลม, เสื้อแห้งเร็ว เราพกไปอย่างละ 2 สำรองไว้เผื่อเปียก
9.  กางเกงในกระดาษ ทิชชู่เปียกและแห้ง ผ้าอาบน้ำแห้ง
10. ถุงมือถุงเท้าหนาๆ
11. อาหารขนม ไว้กินระหว่างทาง
12. ยาส่วนตัว ยาดมยาหม่อง พาสเตอร์ ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย พลาสเตอร์ปิดแผล พกไว้อุ่นใจค่ะ
13. รองเท้าแตะไว้ใส่ตอนอยู่ที่พัก
14. ไฟฉาย คาดหัวหรือแบบถือก็ได้ เอาถ่านไปเผื่อด้วย บางโรงแรมไม่มีไฟใช้เลย
15. ที่กรองน้ำหรือเม็ดกรองน้ำดื่ม

อุปกรณ์ทั้งหมดรวมทั้งเสื้อผ้ากันหนาว หาซื้อหรือเช่าที่โพคาราได้ค่ะ ราคาเช่าตกชิ้นละ 50-100 บาทต่อวัน

เสื้อผ้า
ช่วงที่เราไปอากาศหนาวมาก เราใส่เสื้อผ้าหลายชั้น เรียงแบบนี้

เสื้อแห้งเร็ว- Baselayer – Fleece – Down – Jacket

ใส่อย่างนี้ในทุกเช้า วันแรกๆ เดินร้อน เหงื่อออกเยอะ ต้องถอดเสื้อเดิน
วันหลังๆ เหงื่อออก ก็ไม่ถอดแล้ว กลัวแข็งตาย

ค่าใช้จ่ายต่อคนโดยประมาณ
ตั๋วเครื่องบินไปกลับการบินไทย 11,700
วีซ่า 1000
โรงแรมที่กาฐมาณฑุ 2 คืน 1,200
โรงแรมที่โพคารา 2 คืน 900
แพคเก็จเดินเขา 18,000
ประกันเดินทาง 1,400
รวม 34,200 บาท

ค่าแพคเก็จเดินเขา 6 วัน
ค่าไกด์  = 150$
ค่าลูกหาบ  = 120$
ค่าที่พัก ชากาแฟอาหารทุกมื้อ = 456$
TIMS กับ Permit = 90$
ค่ารถ Pokhara ไป Homestay = 35$
ค่า Homestay รวมอาหารเย็นกับเช้า = 50$
รถส่งสนามบินกาฐมาณฑุ = 5$
ค่ารถ Siding ไป Pokhara = 45$
ค่ารถ private ไปกลับกาฐมาณฑุ – โพคารา = 260$


รวม 1211$


หาร 2 ตกคนละ 18,7xx บาท จำไม่ได้ว่ามันลดส่วนไหน เหลือจ่ายไปคนละ 18,000 บาท ไม่รวมทิป

ไปกัน 2 คน เลยแพงหน่อย ถ้าไปหลายคน หารๆ กันราคาก็จะถูกลงกว่านี้
อย่างเราเลือกรถส่วนตัวไปกลับกาฐมาณฑุ – โพคารา ราคาประมาณ 8000 บาท
ตอนแรกลังเลว่าจะไปโพคาราด้วยเครื่องบินหรือรสบัส
เครื่องบินไม่อยากลุ้นกับอากาศไม่แน่นอน
รถบัสกลางคืนทั้งแบบ local หรือแบบที่นั่งดีๆ ต้องเสียเวลาอยู่กาฐมาณฑุถึงกลางคืน นั่งรถไปท่ารถบัสในกาฐมาณฑุ
ถึงโพคาราก็ต้องนั่งรถออกจากท่ารถ แล้วออกเดินทางต่อ เหนื่อยแน่ๆ
เลยเลือก private car ซึ่งรับเราจากสนามบินส่งถึงโรงแรมในโพคารารวดเดียว

แผนการเดินทาง
24-Dec  Bangkok to Kathmandu Airport, Private car to Pokhara (7hrs.)
25-Dec  Drive to Barang village homestay
26-Dec  Trek to Panchase Bhanjang
27-Dec  Panchase Bhanjang to Pothana
28 Dec  Phothana to Forest Camp
29-Dec  Forest Camp to High Camp
30 Dec  High Camp to Mardi Himal Base camp and back to Badal Danda
31-Dec  Badal Danda to Siding and back to Pokhara by private jeep
1-Jan    Private car to Kathmandu
2-Jan    Kathmandu
3-Jan    Pick up at 10 am. to airport, back to Bangkok

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางเลย!

วันที่ 1  กรุงเทพ – กาฐมาณฑุ – โพคารา

วันแรกของทริปเริ่มต้นด้วยการเดินทางจากประเทศไทย มุ่งสู่ประเทศเนปาล
ชั่งน้ำหนักเป้ใบใหญ่ออกมาคนละ 20 กก. ใบเล็กอีก 5 กก.  
แค่แบกหน้าแบกหลังออกจากบ้านกับอยู่ในสนามบินที่เนปาลก็ท้อแล้วค่ะ

ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็เข้าสู่น่านฟ้าประเทศเนปาล ท้องฟ้าปลอดโปร่ง มองเห็นทิวเขาหิมาลัยชัดเจน
แดดจ้า ฟ้าใสกิ๊ก ลงจากเครื่องเท่านั้นแหล่ะ รู้เรื่อง! หนาวมากค่ะ วิ่งเข้าตึกแทบไม่ทัน

สนามบินเนปาลเล็กมากๆ เครื่องบินมาจอดหน้าอาคาร เดินเข้ามานิดเดียวก็เจอ ตม. แล้ว
ยืนงงๆ จับต้นชนปลายอยู่สักพัก เพราะมีคนต่อแถวอยู่หลายจุด หลายแถว บางจุดก็ไม่เรียกแถว เรียกว่ากำลังมุงอะไรกันซักอย่าง

เราทำวีซ่าออนไลน์มาแล้ว สามารถไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ Visa Fee  ได้เลย ถ้าใครยังไม่มีวีซ่าต้องไปทำที่ตู้  Kiosk ก่อนถึงมาจ่ายเงินได้
เคาน์เตอร์ Visa Fee เดินเข้ามาในอาคาร เลี้ยวตามทางมาก็เจอเลย ยื่นพาสปอร์ตและวีซ่าให้เขา  

คนเยอะและช้ามาก แนะนำว่าให้เตรียมเงินไปพอดี ตอนเราไปเขาไม่มีเงินทอน ต้องหาแลกกับคนในแถว แลกวนไปเรื่อยๆ
สามารถจ่ายได้หลายสกุลเลยนะคะ มีป้ายบอกว่ารับเงินตราอะไรบ้าง  จ่ายเงินแล้วได้ใบเสร็เอาไปยื่นที่ ตม.
ถ้าหาแลกเงินไม่ได้จริงๆ ข้างเป็นเคาน์เตอร์ธนาคาร สามารถแลกเงินได้ค่ะ

ตรง ตม. เลือกเข้าช่องนักท่องเที่ยวตามจำนวนวันที่เราจะอยู่ในเนปาล ช้าอีกเหมือนเดิม
ตม. ชวนคุย 2-3 คำถาม ก็ปั๊มตรา เบ็ดเสร็จใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ขนาดช่วงที่เราไปคนไม่เยอะนะเนี่ย

เสร็จแล้วก็เดินลงมาชั้นล่าง เอากระเป๋า เข้าห้องน้ำ ทำธุระให้เรียบร้อยพร้อมนั่งรถอีก 7 ชั่วโมง

เนื่องจากบริษัทไกด์ที่เราใช้บริการ ออฟฟิสอยู่ที่โพคารา เขาจะส่งคนมารับเรา
คาบิเน้นย้ำถ้าออกประตูทางออกมาให้ระวังกระเป๋าให้ดี อย่าให้คนมายกกระเป๋า เขาจะขอเงินค่ายก
จะมีคนถือป้ายชื่อรอเราต้องหน้าประตูทางออก

เรา 2 คนแบกเป้หน้าหลัง รวม 25 กก. เตรียมพร้อมสู้รบตบมือ ยังไม่ทันได้ระวังตัวก็เจอผู้ชายถือกระดาษที่มีชื่อเราติดอยู่แล้วค่ะ
คนที่มารอเป็นเหมือนพนักงานอีกบริษัทนึง พาเราไปส่งให้คนขับรถ รถที่มารับเป็นรถเก๋ง สภาพโอเคเลย  
คนถือป้ายนั่งรถไปกับเราจนถึงใกล้ออกจากกาฐมาณฑุ เราขอแลกเงินรูปีกับเขาไว้หมื่นนึง เผื่อซื้อของกินระหว่างทาง

ใจตอนนั้นก็ลุ้นๆ แบบทางจะโอเคมั้ย คนขับรถจะโอเคไหม เราจะเมารถหรือจะถึงปลายทางอย่างปลอดภัยไหมน้า

เส้นทางไปโพคารา จะเลาะริมเขาไปเรื่อยๆ ถนนดีกว่าที่คิด ใครเมารถง่าย พกลูกอม ยาดม มาด้วยค่ะ ถ้าเมาแล้วเมายาวเลยค่ะ
ช่วงที่รถวิ่งบนเขา ทางแคบ บางทีรถสวนกันทีแทบหยุดหายใจ ทนดูไม่ไหว หลับดีกว่า

คนขับจะแวะให้เราเข้าห้องน้ำ ซื้อน้ำกับขนม พี่เขาแนะนำมันฝรั่งทอดเนปาล พบเจอได้ทุกที่ อร่อยจนติดใจต้องหิ้วกลับไทยมาด้วย
แต่บางรสก็เฉยๆ ถามว่าดูรสยังไง นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ 55555 แต่ละพื้นที่รสชาติไม่เหมือนกันเลย

คนขับแวะพักให้เรากินข้าวเย็นที่โรงแรมริมแม่น้ำ บรรยากาศดี แต่คุณพี่คะ มันหนาวมากค่ะ  
กินเสร็จก็นั่งรถยาว แวะเข้าห้องน้ำบ้าง หลับๆ ตื่นๆ แปปเดียวก็ถึงโพคาราแล้วค่ะ  
คนขับรถพาเราไปส่งไปที่โรงแรมที่เราจองไว้ ยกของร่ำลา พี่คนขับรถก็จากไป

สรุปว่า โอเคเลยค่ะ ใครไม่อยากนั่งเครื่องบินหรือรถบัส แนะนำรถส่วนตัวเลยค่ะ รวดเดียว สบายดี

คาบิ ผู้คุยกับเรามาหลายเดือน มารอเราอยู่ที่โรงแรมแล้ว
คาบิมาตรวจตราความพร้อม เช็คสิสต์ของที่จะเอาขึ้นเขาไปด้วยว่าครบมั้ย
บีฟของที่ต้องเตรียมกันอีกรอบ นัดเวลาที่จะมารับเราพรุ่งนี้ตอนเที่ยง แล้วก็แยกย้ายไปพักผ่อน

เราออกมาหาเดินซื้อของเพิ่มเติม  ที่โพคาราตอน 3 ทุ่มยังมีร้านรวงเปิดอยู่ แต่หนาวจนทนไม่ไหว เข้าห้องจัดกระเป๋าดีกว่า  
แยกของที่จะให้ลูกหาบกับของที่จะฝากไว้ที่บริษัทไกด์ แล้วก็นอนเก็บแรงค่ะ

ผ่านวันแรกไปอย่างเพลียๆ กับการเดินทาง

วันแรกท้องฟ้าปลอดโปร่ง มองเห็นเทือกเขาหิมาลัย

วันแรกท้องฟ้าปลอดโปร่ง มองเห็นเทือกเขาหิมาลัย

บรรยากาศระหว่างนั่งรถออกจากกาฐมาณฑุ
ข้างถนนในกาฐมาณฑุ มีคนขายของข้างทางเยอะมากค่ะ มีคนอยู่บนถนนก็เยอะ  รู้สึกครึกครื้นมาก
มื้อแรกในเนปาล มือเย็นที่โรงแรมริมแม่น้ำ เลือกกิน Thukpa เพราะชื่อคุ้นเคยจากที่เลห์ เป็น Thukpa ที่อร่อยสุดเท่าที่เคยกินมา
ตอนแรกสงสัยว่าที่เนปาล Thukpa จะรสชาติแตกต่างจากที่เลห์ แต่พอไปกินร้านอื่นก็ไม่เหมือนร้านนี้แล้ว  บางร้านก็เหมือนราดหน้าไปเลย 55
MoMo อร่อยอีกแล้ว อร่อยยันน้ำจิ้ม เสียดายขากลับไม่ได้แวะร้านนี้อีก

วันที่  2 Pokhara (1400m) – Barang village (820m)

เช้านี้ตื่นมาหวังว่าจะชมวิวทะเลสาบเฟวาซักหน่อย เปิดม่านมา สวัสดีค่ะ ไม่เห็นอะไรเลย หมอกแน่นๆ ไม่ใช่ควัน

เดินขึ้นไปกินอาหารเช้าที่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรม แล้วก็ลงมาเดินเล่น หาซื้อเเคมปอน สำหรับลุยหิมะ  
ซื้อของจุกจิกนิดหน่อย เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม กินข้าวกลางวันให้เรียบร้อย

คาบิมารับตอนเที่ยงเป๊ะ เราทิ้งกระเป๋าใบหนึ่งไว้ที่โรงแรม เดี๊ยวคาบิจะส่งคนมารับไปฝากไว้ที่ออฟฟิสเขา

ชีวิตในเนปาลหลังจากนี้อีก 7 วัน ก็คือฝากไว้กับคาบิแล้วค่ะ
ด้วยความมากัน 2 คน เลยไม่ค่อยได้ทบทวนแผนการเดินอะไรมากนัก กะปล่อยไหลแล้วแต่คาบิจะพาไป

คาบิมาพร้อมกับรถแท็กซี่คันเล็กกระทัดรัดน่ารัก ขนาดยัดเป้ 1 ใบยังไม่พอ  

รถแท็กซี่ขับเลาะริมทะเลสาปเฟวา พาเราชมวิว ดูคนเล่นพาราไกลดิ้ง
คาบิก็ชวนเราคุยไปเรื่อยๆ สงสัยเรายังไม่หายเหนื่อยจากการเดินทาง หลับทั้งคู่ค่ะ!

บรรยากาศตอนเช้าที่โพคาราอันเงียบสงบ
ผู้คนเริ่มทะยอยออกมาเดินจับจ่ายใช้สอย
คนป้า 2 คนเห็นเรายืนถ่ายรูป เลยเข้ามาคุยด้วย
คุยกันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ เลยหัวเราะให้กันอย่างเดียว
ช่วงสายๆ หมอกเริ่มบางเบา มองเห็นชิงช้า
ขอเรียกว่าชิงช้านรกดีกว่านะคะ เพราะหมุนเร็วเป็นรถไฟเหาะแถมไม่มีประตูปิดอีก
เห็นทะเลสาปเฟวาชัดๆ แล้ว
กินปอเปี๊ยะเป็นอาหารกลางวัน ร้านนี้อยู่หน้าปากซอยโรงแรมเลย อร่อยและร้านสวย
บรรยากาศร้าน สวยจริงๆ
ระหว่างทางไปโฮมสเตย์ มีคนมาเล่นพาราไกลดิ้งเยอะมาก สืบราคามาได้ความว่า ค่าบินคนละ 1800 – 2000 บาท
อยากลองแต่ไม่มีเวลา ไว้โอกาสหน้า!

ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงหมู่บ้านของคาบิ จริงๆ มันไม่ได้ไกลนะคะ แต่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เลยขับเร็วไม่ได้
คุณพ่อของคาบิมารอรับ ถามคาบิได้ความว่า จะไม่เจอร้านค้าจนถึงพรุ่งนี้ตอนเย็น เลยซื้อน้ำขวดไว้ตุนคนละ 2 ขวด

คาบิพาเราเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้าน โรงเรียน เล่าความเชื่อ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
สอนวิธีการเดินวนรอบสถูปในหมู่บ้าน ประวัติความเป็นมานี่นั่น ฟังเพลินเลยค่ะ
ประมาณ 30 นาที ก็ถึงบ้านคาบิ หอบเลยค่ะ

แต่น แต๊น อ่ะ เอ่อ เพิ่งรู้ว่าโฮมสเตย์ที่เรามาพัก ก็คือบ้านของคาบินั่นเอง
ถึงที่พักเก็บของ นั่งดื่มน้ำชา ชมวิวยอดหางปลา ทำขนมแป้งทอด แล้วคาบิก็พาไปทัวร์หมู่บ้านค่ะ

Barang village มีทั้งอยู่บนเขาและตรงที่เราลงรถ บนเขาจะมีประมาณ 30 ครัวเรือน  
ทัวร์หมู่บ้านแบบทัวร์จริงๆ ไปทุกบ้าน มีประมาณ 30 บ้าน ก็ไปทักทายครบทุก 30 บ้าน

คาบิก็จะบอกเล่าเรื่อง การสร้างบ้าน ประตู หน้าต่าง การปลูกผัก อาหารการกิน วิถีชาวเนปาลแบบละเอียดมากๆ
คาบิพาเดินตามล่องนาขั้นบันได เข้าบ้านนั้น ออกบ้านนี้

ทักทายไปเรื่อยๆ จนมาเจอคุณป้าบ้านนึง ถามเราว่า สนใจดูการเต้นรำแบบเนปาลมั้ย มีดนตรี ร้องเล่น เต้นรำ
โดยเราจะต้องบริจาคคนละประมาณ  8 ดอลล่าห์เพื่อช่วยเหลือชุมชนของหมู่บ้าน เช่น ก่อสร้างโรงเรียนที่เสียหายจากแผ่นดินไหว

เราแจ้งไปว่ายินดีบริจาคให้เลย ไม่ต้องมาแสดงก็ได้ เขาก็ไม่รับ
หากจะบริจาคจะต้องมาแสดงให้ดูเพื่อขอบคุณ  อ่ะ แสดงก็แสดงค่ะ!

ตกลงเวลาที่จะมาแสดงกันเรียบร้อย ก็กลับบ้านคาบิค่ะ พอตกเย็น อากาศหนาวมากๆ
คาบิให้เราเข้าครัวไปทำ Dal bhat กับคุณแม่เขา
Dal bhat เป็นอาหารพื้นเมืองของเนปาล ขั้นตอนเยอะแยะน่าดู แค่ผัดผักอะไรซักอย่างก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว

ระหว่างรอเขาทำอาหารอย่างอื่น คาบิก็เอาเหล้าเนปาลมาให้ลอง กับยำข้าวพองผสมมาม่าแห้ง
คนที่นี่สงสัยเขาชอบกินเหล้าใส่น้ำร้อนกัน เราไม่ได้ลองกินเหล้านะคะ ดูดีกรีแล้วน่าจะไม่รอด
เหล้ายี่ห้อกรูข่า เหล้านักรบของชาวเนปาล แฟนลองกินไปบอกร้อนคอใช้ได้

แต่ยำข้าวพองผสมมาม่าแห้งคือ ที่สุด อร่อย แซ่บแบบติดใจ ไปลองกินที่อื่น จะคนละสูตรกับบ้านคาบิ
คาบิพาขึ้นดาดฟ้าไปดูดาวช้างเผือก ทั้งช้างเผือกจริงกับช้างเผือกปลอมที่เป็นไฟจากชาวบ้านบนผู้เขา สวยงามทั้งคู่ค่ะ

มื้อเย็นได้กิน Dal Bhat แล้วเป็นอันว่าถึงเนปาลเรียบร้อย  
ตอนกินก็จะงงๆ หน่อย คุณแม่คาบิต้องมาทำให้ โดยคลุกทุกอย่าง แล้วราดเนยที่ทำจากควาย
ถ้าจะให้เขาถึงวิถีชาวเนปาลจริงๆ ต้องกินกับมือ ไหลย้อยเต็มมือไปหมดค่ะ

อีกอย่างคนที่นี่กินข้าวกันโหดมากค่ะ ให้ข้าวเยอะ แล้วยังจะมาเติมให้ตลอดเวลา ยกมือห้ามแทบไม่ทัน
เพราะความกิน Dal bhat เยอะในมื้อนี้ เลยเข็ดไปเลยค่ะ กินครั้งเดียวในทริปนี้พอ

กินเสร็จคุณแม่คาบิก็เสิร์ฟนมควาย เราขอผ่านอีก แพ้นมวัวกลัวแพ้นมควายด้วย กลัวท้องเสีย

สักประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง ก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนอยู่ข้างๆ บ้าน คาบิบอกว่าการแสดงพร้อมแล้วค่ะ
เดินออกมาจากห้องกินข้าว เจอผู้คนประมาณ 30-40 คน
คนแก่ เด็กเล็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว พร้อมเครื่องเสียง ลำโพง ฉิ่ง ฉาบ กลองพร้อม

โอ้ว แม่เจ้า!! คิดว่าจะมาแค่คุณป้า 2 คนนั้น มากันเยอะจนระเบียงบ้านไม่พอ ต้องไปนั่งอยู่ข้างบ้าน

พอเรานั่งลง เขาก็เริ่มร้องเพลง เต้นรำ ผลัดกันเต้นไปเรื่อยๆ แล้วก็จะชวนเราขึ้นไปเต้นด้วย อากาศแห้งๆ เต้นแล้วเหนื่อยสุดๆ
คนที่นี่เต้นกันแรงมาก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ หมุนตัว ย่อกันสุดฤทธิ์ กราบข้อเข่าทุกคน เรานี่ย่อต่ำไม่ได้เลย เข่าถึงกับต้องร้องขอชีวิต 55

ระหว่างนั้นก็จะมีคนทะยอยมาเรื่อยๆ เราก็คิดว่าจะแสดงกันซัก 20-30 นาที ป่าวค่ะ! เต้นไปจะ 2 ชั่วโมงแล้ว  
จนต้องบอกคาบิว่า พอแล้วก็ได้ ดึกแล้ว ต้องเดินกลับบ้านกันอีก ทางบ้านคาบิก็จะเตรียมถาดใส่ข้าวสาร
เราก็นำเงินใส่ในถาด ทางบ้านคาบิก็ต้องร่วมบริจาคด้วย  
เสร็จแล้วคุณพ่อคาบิ ก็จะขึ้นมาเต้นขอพรให้ เต้นแรงจนกลัวว่าคุณพ่อจะเป็นลม

มีตัวแทนพูดขอบคุณ แล้วก็เจิมหน้าผากแดง สวมผ้าพันคอ ร้องเพลงอวยพรวนไปอีก 10 รอบ
เป็นอันเสร็จสิ้นการแสดงสำหรับค่ำคืนนี้ค่ะ

ประทับใจแล้วก็เกินคาดมากค่ะ เพราะทุกคนร้อง เต้นเต็มที่จริงๆ จนอยากศึกษาการดูแลรักษาข้อเข่าของชาวเนปาลเลย
และหลายคนเดินมาไกลจากหมู่บ้านข้างล่างเป็นชั่วโมง

บ้านคาบิต้องเดินขึ้นบันไดไปประมาณ 30 นาที เหนื่อยเอาเรื่อง
วิวระหว่างเดิน ภูเขาตรงข้ามที่เห็นตอนกลางคืน ชาวบ้านเปิดไฟ สว่างเป็นหย่อมๆ สวยงามเป็นทางช้างเผือกปลอมๆ ได้เลยค่ะ
เดินผ่านโรงเรียน ที่ยังสร้างใหม่ไม่เสร็จตั้งแต่แผ่นดินไหว
ได้มีโอกาสเข้าไปเล่นกับเด็กๆ น่ารักตั้งใจเรียนและสู้กล้องกันมากๆ
แค่เดินขึ้นบันไดไปบ้านคาบิ ก็หอบแล้วค่ะ ไม่อยากจะคิดสภาพอีก 6 วันข้างหน้า
ถึงแล้วโฮมสเตย์ ยอดเขาหางปลาซ่อนอยู่หลังเมฆ
หน้าตาขนมแป้งทอดที่นำมาต้อนรับเรา พร้อมชาร้อนๆ เป็นแป้งทอดรสชาติหวานๆ เรียกว่า round bread
เขาทำออกมาเป็นกลมๆ เก่งมาก เราลองทำ ออกมาเป็นก้อนอะไรซักอย่าง
น้องแพะที่บ้านคาบิ หน้าตาน่ารักมาก พอรู้ว่าน้องถูกเลี้ยงไว้เป็นอาหาร รับบทนางโศกเลยเรา
ทุกบ้านที่นี่นอกจากเลี้ยงแพะแล้ว จะเลี้ยงควายไว้ทุกบ้าน ไว้ทำเนยกับรีดนมไว้ดื่ม
ซึ่งเราสามารถขอเขารีดนมกับดูขั้นตอนการทำเนยได้นะคะ
ไหนซูมดูยอดหางปลาซิ! ธรรมชาติยิ่งใหญ่มาก เทียบกับเราแล้ว เราตัวเล็กไปเลย

ทางเดินชมหมู่บ้าน ต้องลัดเลาะไปตามขอบคันนาขั้นบันได เสียวลื่นหน้าคว่ำมากค่ะ
ชาวบ้านให้การต้อนรับเราอย่างดีเลย ถึงบ้านไหน เขาจะเรียกคนในบ้านออกมาทักทายเรากันทั้งบ้าน
แค่ยืนดูวิวภูเขาล้อมรอบหมู่บ้าน ก็ฟินแล้วค่ะ
นี่ค่ะ หน้าตาโฮมสเตย์ที่เรานอน
พระอาทิตย์ฉาบภูเขายามเย็น
ยอดเขามัจฉาปูชเรฉาบสีส้ม
เข้าครัวทำ Dal Bhat ขั้นตอนเยอะและใช้เวลาในการทำแต่ละอย่างค่อนข้างนาน
เราไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ กลัวผิดสูตร เรียกว่าเข้าไปผิงไฟ เอาไออุ่นดีกว่า
บอกลาค่ำคืนนี้อย่างคึกครื้น ด้วยการแสดงจากชาวบ้าน
เจิมหน้าผาก สวมผ้าพันคอแล้ว ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

สรุปการนอนโฮมสเตย์บ้านคาบิ
เป็นโฮมสเตย์ที่ไม่ไกลจากโพคารา ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานอนที่นี่ก่อนเดินขึ้นเขาได้เลยค่ะ
โดยจากโฮมสเตย์สามารถเดินไป Panchase ค้าง 1 คืน แล้วเดินไปต่อ Australia Base Camp เพื่อขึ้น ABC หรือ Mardi ได้เลยค่ะ
หรือสามารถนั่งรถจากที่นี่ไปจุดเริ่มเดินก็ได้ค่ะ

จริงๆ ถ้าไปฤดูอื่นที่ไม่ใช่ฤดูหนาว สามารถเล่นน้ำตก เล่นน้ำในลำธาร ไปเดินป่าเบาๆ หรือทำหน้าขั้นบันได
แต่เราขอผ่านเพราะหนาวจนไม่ไหวจะโดนน้ำ ส่วนเดินป่า พรุ่งนี้ต้องได้เดินอยู่แล้ว ขอเก็บแรงไว้ดีกว่า

มีให้เราลองทำขนมแป้งทอด ทำ Dal Bhat รีดนมควาย ทำเนยควาย
ไปจนถึงถ้าเราไปตรงช่วงฉลองของชาวบ้านเขา เราก็จะได้ชำแหละแพะ ซึ่งเป็นโชคดีของเราที่ไม่ได้ไปตรงกับช่วงนั้น

ผู้คนน่ารัก ให้การต้อนรับเราอย่างดี สำหรับอาหารนั้น ตอนเย็นเป็น Dal bhat ส่วนตอนเช้าเราได้เป็นขนมแป้งทอด
ถ้าใครกลัวทานไม่ได้ แนะนำว่าเอามาม่าไปเผื่อด้วยก็ได้ค่ะ สภาพห้องนอน ห้องน้ำโอเค ผ้าห่มมีให้หลายผืน อุ่นดีเลยค่ะ
ส่วนวิวจากโฮมสเตย์ ยอดหางปลาอลังการดาวล้านดวงค่ะ

วันที่ 3 Barang village (820m)  – Panchase Bhanjang (2050m)

เริ่มต้นวันแรกของการเดินค่ะ

ตื่นเต้นจนตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า แปรงฟันล้างหน้า เก็บของให้เรียบร้อย
ออกจากห้องมาเจอไกด์กับลูกหาบมารอพวกเราอยู่แล้ว แนะนำตัวกันเล็กน้อย

อาหารเช้าเป็นขนมแป้งทอดกับน้ำชา กินเสร็จก็มีพิธีอวยพรให้เราเดินทางปลอดภัย
โดยพ่อ แม่ คาบิ เจิมหน้าเรา 2 คนด้วยข้าวสารสีชมพู ทัดดอกดาวเรือง สวมหมวกแบบชาวเนปาล สวมผ้าพันคอ

เสร็จแล้วคาบิก็มาเน้นย้ำเรื่องการเดินอีกรอบ โดยเน้นเรื่องอาหารการกินตอนอยู่บนเขา ให้หลีกเลี้ยงเนื้อสัตว์และกินน้ำสะอาด
หากมีอาการไม่ดีให้แจ้งไกด์ทันทีและย้ำให้เดินอย่างระมัดระวัง แม่คาบิให้ขนมแป้งทอดและน้ำมา 1 ขวด ให้เรากินระหว่างเดิน

เสร็จแล้วก็เริ่มออกเดินทางค่ะ  เริ่มเดินกันตอนประมาณ 8 โมงเช้า

เรา 2 คน ไกด์ ลูกหาบและสุนัขของไกด์ 1 ตัว เดินขึ้นเขาจากหลังบ้านคาบิไปเรื่อยๆ  
ไกด์ก็พยายามเดินกลับไปส่งน้องหมากลับบ้านค่ะ แต่น้องดื้อจะไปให้ได้ หายไปแปปนึงก็กลับมา
บางทีก็ไปรอเราอยู่ข้างหน้าแล้ว จนเดินมาไกลไม่สามารถส่งกลับได้แล้ว เลยเดินไปด้วยกันเลย

เส้นทางวันแรกจะเป็นบันไดหิน ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมีหมู่บ้านบ้าง เป็นป่าบ้าง
เป็นการเริ่มต้นการเดินด้วยความทรหดมาก เดินขึ้นอย่างเดียวจริงๆ
เหมือนร่างกายยังไม่ติดเครื่อง เหนื่อย ร้อน และท้อมากค่ะ

บางช่วงเหงื่อออกจนต้องถอดเสื้อออก ถอดถุงมือ เดินไปสักพักหนาวอีกแล้ว ต้องใส่เข้าไปใหม่ สลับกันอยู่อย่างนี้ทั้งวัน

วิวตอนเช้าจาก Barang village
เช้านี้ฟ้าเปิด เห็นยอด Machapure ชัดเจน
หมอกตอนเช้า ที่จะไล่หลังเรามาติดๆ
ไกด์กับลูกหาบมารอรับเรา ส่วนคาบิและคุณพ่อคุณแม่มารอส่งพวกเรา
เริ่มพิธีอวยพร เจิมหน้าผากด้วยข้าวสารผสมสีชมพูช็อคกิ้งพิงค์ ทัดดอกดาวเรือง
สวมหมวกแบบชาวเนปาล
คล้องผ้าพันคอสีเหลือง เป็นอันเสร็จพิธี คาบิบอกให้นำผ้าพันคอไปผูกขอพรไว้ที่สธูปบนยอดเขา
เดินเหงื่อออก ข้าวสารหลุดตั้งแต่ชั่วโมงแรก แต่สีชมพูก็คือไหลเป็นทาง ติดหน้าเราไป 3 วัน
ทำพิธีอวยพรเสร็จแล้ว ก็ออกเดินกันเลย
เดินแพพเดียว หันมาอีกที หมู่บ้านถูกหมอกคลุมไปหมดแล้ว
น้องหมาของไกด์ที่เดินไปกับเราตลอดทั้งวัน
ทางเดินในหมู่บ้านบนภูเขาน่ารักมาก มีนาขั้นบันได มีน้ำไหลผ่าน เหมือนหมู่บ้านฮอบบิท
เห็นยอด Machapure ระหว่างเดินไปตลอดทาง
พบน้องแมวกำลังหนีเที่ยว 1 อัตรา

เนื่องด้วยเส้นทางนี้อาจไม่ค่อยเป็นที่นิยม ร้านอาหารหรือโรงแรมปิดหมด ไกด์พยายามหาร้านสำหรับกินมื้อกลางวันให้
แต่ไม่มีร้านไหนเปิดเลย สุดท้ายต้องกินขนมปังทอดที่พกมาจากบ้าน เสร็จแล้วก็เดินต่อ

เดินขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน แวะพักกินกล้วยตากบ้าง นั่งพักเหนื่อยบ้างจนมาถึงที่พักประมาณ 3  โมงเย็น

ไกด์กำลังไปเจรจากับชาวบ้านให้เขาช่วยทำอาหารกลางวันให้เรา
ผลการเจรจาไม่สำเร็จ จบลงที่นั่งกินขนมปังทอด พร้อมวิวพันล้าน
อยากร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นบันได
อยากร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นบันได
ท้อจริงๆ ค่ะ แทบคลานขึ้น
น้องหมาเดินเก่งมาก น้องจะคอยรอทุกคนตลอด ครบ 4 คนแล้วน้องถึงเดินต่อได้
มีทางเรียบพอให้พักหายใจบ้างเล็กน้อย
จริงๆ แคมป์นี้คือรถไปถึง แต่เราเดิน!


พอถึงโรงแรม ไกด์รีบเอาเมนูมาให้เราสั่งข้าวกลางวัน สงสัยกลัวพวกเราเป็นลม
พอหยุดเดินปุ๊ป หนาวปั๊ป หนาวแบบทุกคนในโรงแรมต้องออกมานั่งตากแดด

สั่ง Thukpa มาซดแก้หนาว เสร็จแล้วก็สั่งอาหารเย็นไว้ต่อเลย
ที่นี่ทุกวันต้องสั่งอาหารเย็นไว้ตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถ้าสั่งช้าอาจได้กินตอน 3 ทุ่ม
ที่ Panchase Bhanjang จะขึ้นชื่อเรื่องวิวภูเขา ถ้าโชคดีฟ้าเปิดจะเห็นเทือกเขาตั้งแต่ Annapurna ยาวไปยัน Manaslu  

เราเดินเล่นรอบๆ แคมป์ ดูพระอาทิตย์ตก กลับมากินข้าวเย็น นั่งเล่น แปรงฟันล้างหน้า แล้วก็เข้าห้องนอนค่ะ
น้องหมาของไกด์ก็ยังอยู่กับเราในคืนนั้น พยายามเอาเข้ามานอนในห้องก็ไม่ยอม เลยต้องเอาพรมไปห่มให้น้องนอนหน้าห้อง

ด้วยความกลัวหนาวและไม่แน่ใจในคุณภาพถุงนอน -10 เลยยัดเสื้อไป 3 ตัว ยัดตัวเองเข้าไปในถุงนอน แพพเดียวรู้เรื่อง ร้อนเหงื่อออกแต่หายใจไม่ออก!  
เหน็ดเหนื่อยจากการเดิน หลับไปตั้งแต่หัวค่ำ โรงแรมที่เรานอนวันนี้ ลมแรงมาก เสียงลมตีกับกำแพงไม้ ดังสนั่นปลุกเราเป็นระยะๆ

ถึงแล้วค่ะ ที่พักในคืนแรกของเรา
ที่แคมป์นี้เป็นแคมป์เล็กๆ มีที่พัก 3-4 แห่ง นักท่องเที่ยวที่พักที่เดียวกัน บอกว่าสามารถเดินไปบ่อน้ำอะไรได้ซักอย่าง แต่ค่อนข้างไกล
ตอนกลางคืน ที่พักจะก่อกองไฟให้เราผิง ทุกคนก็จะมารวมตัวกันตรงนี้
ชอบการจัดเซทจานสำหรับ Dal Bhat เขามากเลยค่ะ จัดเรียงเป็นระเบียบสวยงาม พร้อมเสิร์ฟ
ยังติดใจสิ่งนี้อยู่ Thukpa จากที่พัก แต่หน้าตาและรสชาติเหมือนราดหน้าบ้านเรา
จุดชมวิวยอดหางปลาหลังที่พัก สามารถเห็นทิวเขายาวไปยัน Manaslu
นั่งรอดูพระอาทิตย์ตก
พระอาทิตย์ตกกลางหุบเขา
จบวันแรกด้วยวิวหางปลาสีชมพู

วันที่ 4 Panchase Bhanjyang(2050m) – Pothana(1890m)

เช้านี้ตื่น 6 โมงเช่นเคย แปรงฟันล้างหน้า กินอาหารเช้า  
โดยอาหารเช้าต้องสั่งไว้ตั้งแต่ตอนมื้อเย็น ถ้ามาสั่งตอนเช้าอาจะได้กินตอนเที่ยง เพราะคนที่นี่ทำอาหารค่อนข้างช้า

ไกด์จ้างคนของที่พัก ที่จะขับรถไปเอาของที่โพคารา ให้เอาน้องหมาลงไปส่งที่บ้านไกด์ด้วย
เพราะน้องเป็นหมาบ้าน ไม่ใช่หมาภูเขา ไม่สามารถทนอากาศหนาวกว่านี้ได้ ลาก่อยเจ้าหมาน้อย!

ที่ Panchase Bhanjyang สามารถนั่งรถขึ้นมาได้นะคะ แต่ทางจะทุลักทุเลหน่อย
พวกเราลงความเห็นกันว่า ในบรรดา 6 คืนที่นอนบนเขา ที่ Panchase Bhanjyang เป็นคืนที่หนาวที่สุดค่ะ หนาวและลมแรงมาก

ถ้าใครอยากมาเดิน Trek สั้นๆ 2 วัน 1 คืน เส้นนี้โอเคเลยค่ะ
ในวันที่ฟ้าเปิดสามารถมองเห็นวิวภูเขา 15 ลูก ตั้งแต่ Annapurana, Dhawalagiri ยาวไปยัง Manaslu range

เช้าที่ Panchase Bhanjang  หนาวมากจนทุกคนต้องออกมายืนตากแดดรับไออุ่น
น้องหมาเก่งมาก ผ่านค่ำคืนที่เหน็บหนาวมาได้  นั่งชิลโดยไม่รู้ตัวว่าจะถูกจับขึ้นรถลงเขาแล้ว
เช้านี้เราเลือกกินกันมาม่ากับแพนเค้ก  แพนเค้กจุกคอยันเที่ยง ฮึกกก

บอกลาเจ้าหมาน้อย แล้วก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ

วันนี้เป็นวันที่เดินไกลที่สุดในทริปนี้ เดินตั้งแต่ 7 โมงเช้า ยันเกือบ 6 โมงเย็น  

ช่วงแรกจะเป็นเดินในป่า ทางราบสลับขึ้นลงเขา ระหว่างทางเจอสวนที่เขาปลูกกุหลาบพันปี ถ้าไปหน้าที่มันเบ่งบาน คงแดงไปทั้งเขา
แล้วก็เดินลงไปหมู่บ้าน กินอาหารกลางวัน  เสร็จก็ต้องเดินขึ้นเขาอีกลูก แล้วก็เดินลงจนไปเจอทางขึ้น Australia Camp

นั่งพักตรงทางเข้า แล้วก็เดินขึ้นเขาอีกค่ะ

ทางขึ้น Australia Camp คือขึ้นยาววววววว ท้อมากค่ะ

ที่ Australia Camp จะมีจุดเช็ค Permit
ไกด์สอบถามที่พักได้ความว่าเต็มหมด ต้องเดินต่ออีกประมาณ 30 นาทีเพื่อไปพักที่ Pothana Camp ร้องไห้แล้วววว
30 นาทีเหมือน 3 ชั่วโมง หิวจนทนไม่ไหว ต้องพักนั่งกินขนมรองท้อง

เสร็จแล้วก็เริ่มเดินต่อ เส้นทางเดินก็เริ่มจากข้างหลังที่พักของเราเอง
จุดชมวิวหลังที่พัก ที่สามารถมองเห็นภูเขา 15 ลูก  
ซาการ์ หรือที่พวกเราเรียกว่า สกล ลูกหาบสุดหล่อของเรากับวิว Macchhapuchhre
ช่วงแรกจะเดินในป่า ขึ้นๆ ลงๆ นิดหน่อย ไม่เหนื่อยมาก
เดินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า โผล่มาเจอทางลงไปยังหมู่บ้านที่เราจะพักกินข้าวกลางวัน
ไกด์กำลังชี้ให้เราดูว่าต้องเดินไปภูเขาลูกไหน เห็นแล้วท้อ
หมู่บ้านที่เราจะพักกินข้างกลางวัน
มาม่าไข่อีกแล้ว คนที่นี่ทำอาหารนานมาก เราเลือกสั่งอะไรที่ง่ายๆ เร็วและเหมือนๆ กัน
ขนาดง่ายแล้ว ยังรอเกือบ 1 ชั่วโมง
เสร็จแล้วก็เดินต่อไป ลืมทางเดินเมื่อเช้าไปให้หมด เพราะช่วงบ่ายมีแต่ขึ้นเท่านั้น ขึ้นอย่างเดียวโดยไม่มีอะไรกั้น
เด็กที่นี่เดินขึ้นเขากันเก่งมาก เดินตามน้องๆ ไป
ขึ้นมาแปปเดียว ก็จะล้มแล้ว ภูเขาสูงๆ ข้างหลังนั่นคือที่เรานอนเมื่อคืนนี้
คนที่นี่ชอบปิดหมู่บ้าน เหมารถบัส มานั่งปิคนิค ร้องเพลง เต้นรำกันตามทุ่งนา เห็นตลอดทางตั้งแต่กาฐมาณฑุ
ทางที่เราเดินจากหมู่บ้านที่กินข้าวกลางวันไป Australia Camp  ไกด์จะให้เราเลือกว่าจะเดินขึ้นเขาเร็วกว่า หรือเดินทางเรียบแต่ไกลกว่า
ขนาดเราเลือกทางลัดแล้ว ยังไกลมากๆๆ ไม่เจอผู้คนเลย นานๆจะเจอชาวบ้านซักคนนึง
ถึงทางขึ้น Australia Camp แล้ว
เด็กนักเรียนกำลังเดินกลับบ้าน เดินร้องเพลงเสียงดัง เต้นกันดุ๊กดิ๊ก ยอมใจ ขนาดเราเดินเฉยๆ ยังเหนื่อย
น้องๆ เดินมาทีหลัง แต่แซงเราไปไกลเลย

มาถึงที่พัก นั่งกินชาแพพเดียวก็ค่ำแล้ว

ที่พักวันนี้คนแน่นมาก เพราะเปิดอยู่ที่เดียว ขนาดมาถึงแล้วสั่งอาหารเลย ยังต้องรออาหารกันชั่วโมงกว่า
กินเสร็จ นั่งชาร์จแบตอุปกรณ์ต่างๆ นั่งคุยเล่นกับลูกหาบถึงเกือบ 4 ทุ่ม จนไกด์ต้องไล่ให้ไปนอน  

ถึงแล้ว Pothana Camp เป็น  Camp เล็กๆ เงียบๆ ไม่ค่อยมีคนค่ะ มีโรงแรมเปิดอยู่ที่เดียวคืออันที่เราพัก
นักท่องเที่ยวแน่นเลย
ที่พักเราเชื่อ  Hotel Fishtail ได้เห็น หาง Fishtail  สมชื่อโรงแรม  
อาหารเย็นวันนี้สั่งไข่เจียวกับมาม่าเกาหลี ไข่เจียวดีมาก คิดถึงบ้านเลย
ไข่เจียวที่นี่ แต่ละที่จะทำแตกต่างกันหมด ได้กินไข่เจียวหน้าตาและรสชาติไม่ซ้ำกันเลย
ไม่ใช่แค่ไข่เจียว อาหารอย่างอื่นก็เหมือนกัน
มามาเกาหลีมื้อแรกที่เนปาล หลังจากกินมาม่ารสแกงกระหรี่มาหลายมื้อ
พอมาเขียนรีวิว เลยเพิ่งรู้สึกว่าวันนี้เรากินมาม่าทั้ง 3 มื้อเลยหรอ 555
Dal Bhat ของไกด์กับลูกหาบแบบจัดเต็ม เติมทุกอย่างได้ไม่อั้น
ไกด์กับลูกหาบเรา เติมไป 3 รอบแบบล้นๆ นอนกันยังไง ให้กรดไม่ไหลย้อนอ่ะ

วันที่  5 Pothana (1890m) –  Forest Camp (2550m)

เช้านี้ไกด์นัดกินข้าวเช้า 7 โมง เลยตั้งใจตื่นตั้งแต่ตี 5.45 น. มาใช้ห้องน้ำ เพราะที่พักคนเยอะ และมีห้องน้ำแค่ 2 ห้อง
ยิ่งขึ้นสูงอากาศยิ่งหนาว น้ำยิ่งเย็น ล้างหน้าทีมือแดงแข็งไปหมด

กินข้าวเช้าเสร็จก็ออกเดินทาง วันนี้เราจะไปเดินไปนอนที่ Forest Camp  

ช่วงซัก 7 โมง คนก็เริ่มทะยอยออกเดิน ส่วนพวกเราออกเดินตอน 8 โมงกว่า ซึ่งเราออกช้านะคะ จริงๆ คือออกช้าทุกวัน 55
โดยปกติควรออกซัก 7.00 -7.30 น. จะได้ไม่ต้องเดินเร่งมาก และไปถึงแคมป์ไม่เย็นเกินไป

เราออกเป็นกลุ่มสุดท้ายของแคมป์ ทางเดินก็เหมือนเดิม คือขึ้นไปเรื่อยๆ

วิวเช้ามืดจากห้องพักที่ Pothana
ยอดหางปลาโผล่มาให้เห็นแล้ว ฟ้าใส ทายว่าวันนี้อากาศจะเปิดทั้งวัน
มาเฮนดร้า ไกด์ผู้ลากเรา 2 คนไปตลอดทริป ยิ้มเก่ง และตลกเฮฮามากๆ
ออกจาก Pothana ช่วงแรกยังเดินสบายๆ
แต่เดินนานๆ มันก็จะท้อๆ หน่อย
มองแรงบันดาลใจในการเดิน วันนี้จะไม่ค่อยเห็นวิวยอดหางปลาเท่าไหร่ เดินอยู่ในป่าแทบทั้งวัน
ที่แวะดื่มน้ำชาตรง Camp นี้ จะมีทางแยกไป ABC กับ MBC ใครอยากเปลี่ยนเส้นทางก็ทำได้ตรงนี้เลยค่ะ

ระหว่างทางจะมีจุดพักให้เรานั่งดื่มชา อยู่นี่กินชาเยอะมาก วันละ 4-5 แก้ว

ซึ่งจุดพักตรงนี้จะมีทางแยกไปเส้น ABC ได้เลย เราแวะนั่งพักดื่มชากันสักพัก แล้วก็เดินเลี้ยวไปตามป้ายที่เขียนว่า MBC เดินไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยก มีป้ายบอก Mardi  Himal ให้ขึ้นบันไดไป
แต่ไกด์พาเราเลี้ยวไปอีกทาง ซึ่งเป็นทางเดินเลาะริมเขาไปเรื่อยๆ เข้าป่าเข้าดง

ไกด์บอกว่าทางนี้จะเร็วกว่าทางปกติประมาณ 45 นาที ซึ่งก็จริง
เราเดินพ้นทางป่ามานั่งพักที่ร้านน้ำชาไปประมาณ 10 นาที นักท่องเที่ยวที่ออกมาตั้งแต่ 7 โมง เพิ่งทะยอยมาถึงกัน  
เลยไม่ได้เห็นว่าเส้นทางปกติที่คนอื่นเดินเป็นยังไง

ถ้าใครจะมาเดินเองไม่แนะนำให้เดินทางลัดนะคะ เพราะมันเป็นทางป่า มีลดเลี้ยวคดเคี้ยวบ้าง
ถึงมีสีฟ้า – ขาวบอกทาง แต่บางจุดก็ไม่มีค่ะ และเดินเองมันก็จะเหงาๆ ไม่เจอใครเลย
ถ้าไม่ได้มากับไกด์มันก็จะเคว้งๆ ไม่รู้ทางมันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

เดินต่อจนมาเจอร้านกินข้าวกลางวัน เท่าที่จำได้เหมือนจะมีแค่ร้านนี้ร้านเดียว ทุกคนเลยแวะที่นี่หมดเลย
เราโชคดีเดินมาถึงเร็ว เลยได้อาหารเร็ว เร็วก็คือแบบรอประมาณ 30 นาที รีบกินแล้วก็เดินต่อเลยค่ะ

ทางเดินจากนี้จะเป็นเหมือนป่าโบราณ เถาวัลย์ รากไม้เลื้อย เดินต้องระวังสะดุด
เดินในป่า จนเจอทางริมเขาก็แปลว่าเราใกล้ถึง Forest Camp แล้วค่ะ

เส้นทางลัดที่ไกด์พามา ก็คือเดินเลาะริ่มป่ามาเรื่อยๆ ไม่เจอผู้คนและต้องเดินติดตัวไกด์ไว้ เพราะกลัวหลง
ร้านน้ำชาอันเก่าแก่ในป่า ตรงนี้จะเป็นจุดที่คนเดินเส้นทางปกติมาเจอกับเราที่เดินเส้นทางในป่ามาค่ะ มีป้ายบอกทางไป  Forest Camp
สัญลักษ์ฟ้า – ขาว ที่คอยบอกทางเส้นทาง Mardi Himal
ร้านอาหารร้านเดียวของเส้นนี้ ถ้ามาช้าต้องต่อคิว เพราะโต๊ะเต็ม และควรสั่งอะไรเหมือนๆกัน ได้ไม่ต้องรอนาน
เรามาเร็วเลยเลือกได้ มาม่าผัดไข่ ที่เนปาลเวลาสั่งใส่ไข่จะไม่เหมือนกันเลย
บ้างร้านก็เป็นไข่เจียวหั่นเส้นๆ บางร้านก็ผัดผสมกันไปเลย บางร้านก็โปะหน้ามาเป็นไข่ดาวบ้าง ไข่คนบ้าง ไข่เจียวบ้าง
และข้าวผัดไข่ ใส่น้ำพริกตาแดงลงไป แซ่บลืม
เสร็จแล้วก็เริ่มเดินต่อค่ะ ทางหลังจากที่พักกินข้าวจะเป็นเหมือนป่าโบราณ หรือจริงๆ คือป่าโบราณ 55
เราเดินสะดุดรากไม้กันไปหลายรอบ นอกจากระวังรากไม้แล้ว ต้องระวังกิ่งไม้หักใส่หัวด้วยค่ะ
เดินเรื่อยๆ จะมาโผล่ริมเขา แปลว่าเราใกล้จะถึง Forest Camp  แล้ว
โผล่จากป่ามาจะเจอวิวนี้

วันนี้มาถึงที่พักประมาณ 4 โมงเย็น แดดจ้าแต่อากาศหนาวมาก ต้องออกมานั่งตากแดดกัน

ที่พักวันนี้ดีงาม เพิ่งสร้างเสร็จ เตียงใหญ่ แต่ไม่มีไฟค่ะ!
มีแค่เฉพาะที่ห้องอาการ แต่ไฟจางมาก เหมือนดินเนอร์ใต้แสงเทียน

วันนี้วันเกิดไกด์ ไกด์เลยเลี้ยงพิซซ่า กับเหล้ารัมยี่ห้อของเนปาล Mixer เป็นน้ำร้อนอีกเช่นเคย
กินเสร็จนั่งเม้ามอยส์ก็แยกย้ายกันไปนอนค่ะ เตียงใหญ่ผ้าห่มดีไร้รอยต่อทอเต็มผืน หลับเต็มตื่นเลยค่ะ

ถึงแล้วค่ะ Forest Camp แดดลงกำลังสวย
ไกด์รีบมุ่งหน้าไปจองที่พักให้เราเลย
Forest Camp เป็นแคมป์เล็กๆ น่ารัก ที่พักก็มีน้อยน่ารักๆ เหมือนกันค่ะ เต็มเหมือนเดิม
ที่พักเราค่ะ ใหม่มาก เตียงใหญ่นอนพลิกตัวได้เต็มที่ เพิ่งสร้างเสร็จมาดๆ ห้องน้ำเป็นชักโครกด้วยนะเออ
ลูกหาบรวมตัวกันเล่นบอล ยอมใจจริงๆ ท่ามกลางความสูงขนาดนี้ เราแค่ขยับตัวนิดเดียวก็เหนื่อยหอบแล้วค่ะ
พระอาทิตย์ตกที่ Forest Camp กับคู่รักชาวต่างชาติที่เดินเจอกันไปตลอดทาง

วันที่  6  Forest Camp (2550m) –  High Camp (3500m)

เช้านี้ตื่นมา คุณผู้ชายเกิดอาการท้องเสีย ไม่อยากหาหลุมระหว่างทาง รีบจัดการตัวเองให้เสร็จก่อนออกเดินทาง
เลยออกเกือบ 9 โมง ช้าสุดๆ ไกด์บอกว่าเราเลทมากแล้ว ต้องรีบเดินกลัวไปถึง High Camp จะมืดเสียก่อน

ช่วงไหนวิ่งได้ก็คือวิ่งค่ะ วิ่งจนมาทันกรุ๊ปอื่น เลยมีโอกาสได้แวะนั่งพัก ชมวิว จิบน้ำชากับเขาบ้าง

อาหารเช้าที่ Forest Camp ค่ะ ที่นี่เขาทำมาม่าแบบที่เราต้องการได้ค่ะ อิอิ
แป้งนาน จิ้มน้ำผึ้ง สั่งไข่เจียวมาม้วนกินเป็นโรตี แก้เบื่อไปได้อีกมื้อ
จุดนั่งจิบชา ชมวิวหางปลาก่อนถึง Low Camp

พอออกจาก Forest Camp มาสักพักก็เริ่มเจอหิมะแล้ว แวะกินข้าวกลางวันที่ Low Camp
หลังจาก Low Camp ไปก็เป็นป่าๆ สลับกับเดินขึ้นเนินเขา  

เดินขึ้นจนโผล่มาเจอ Badan Badal

ก็จะเริ่มเข้าสู่เส้น High Camp แล้วค่ะ ระหว่างทางมีทางที่เป็นหิมะบ้าง ลื่นกันสนั่น กล้องตกอุปกรณ์หลุด ต้องเสียเวลากลับไปเดินหาอีก
ไม้เท้าก็อยู่ที่ลูกหาบที่ล่วงหน้าไปจองที่พักให้เราแล้ว

น่ากลัวว่าการลื่นคือ อึลาค่ะ อึกันเต็มทางไปหมด ถ้าลื่นนั่งทับอึลานะ หึหึ

ทางเดินไป  High Camp จะเป็นทางเลาะริมผา ให้พอเสียวท้องหน่อยๆ
ยิ่งสูงยิ่งเหนื่อยจริงๆ ค่ะ เดิน 5 ก้าว ใจเต้นแทบหลุด ผลักดันตัวเองจนมาถึง High Camp เกือบ 5 โมงเย็น

ที่พักกินข้าวกลางวันตรง Low Camp ค่ะ  
สั่งข้าวผัดแบบมังสวิรัติเหมือนเดิม เหยาะน้ำพริกที่หอบจากไทยลงไป แก้ได้ทุกรสชาติ
แล้วก็บะหมี่ผัด พร้อมน้ำส้มแฟนต้าและชามะนาว แก้เลี่ยน
หลังจาก Low Camp ก็เริ่มเจอหิมะเยอะขึ้น
ปั้นมนุษย์หิมะแก้เหนื่อยและท้อระหว่างทาง
เพราะทางมันจะเป็นป่าๆ หิมะละลาย เส้นทางไม่ค่อยชัดเจนท่าไหร่
สกล ลูกหาบเรานั่งรอกลัวหลง ไม่ใช่กลัวเราหลงนะคะ ลูกหาบก็กลัวหลงเพราะเพิ่งเคยมาไม่กี่ครั้ง 555
เห็นที่พักอย่างนี้ก็ดีใจคิดว่าถึงแล้ว ยังค่ะ เพิ่งครึ่งทาง!

โผล่มาเจอกับ  Badan Badal ถ้าจำไม่ผิด ภูเขาข้างหลังน่าจะเป็น Annapurna South
อ่านรีวิวมาว่า Badan Badal วิวสวยมาก  เลยบอกไกด์ว่าขอนอนที่นี่คืนนึง
โดยไม่หาข้อมูลว่ามันไกลจาก High Camp และจะต้องเดินกลับมาวันที่ขึ้นไปเบสแคมป์ โถว ชีวิต!
ผ่าน Badan Badal ก็จะเข้าเส้นทางไป High Camp นั่งท้อแท้กับชีวิตแล้วอ่ะ เพราะต้องข้ามภูเขาลูกนึงก่อน
พ้นเขามาก็จะเป็นเส้นทางหิมะ ต้องค่อยๆ เดิน เน้นเหยียบหิมะฝั่งภูเขาไว้ เผื่อลื่นได้ล้มใส่กองหิมะ เพราะอีกด้านเป็นหน้าผาเบาๆ
พ้นเนินหิมะมา ก็จะเดินเลาะริมหน้าผาทุ่งหญ้าสีทอง
ไกด์กับลูกหาบล่วงหน้าไปนั่งรอ น้องลูกหาบนั่นคือไปจองที่พักให้แล้ว และกลับมารับพวกเราอีกรอบ

โชคดีที่ลูกหาบมาจองที่พักให้เราก่อน เลยได้ที่พักวิวอลังการ เห็นยอดหางปลาสวยงาม
ห้องพักเป็นปูน เลยรู้สึกว่าในห้องเย็นกว่าข้างนอกอีก
พอพระอาทิตย์ตก อากาศยิ่งลดลงฮวบฮาบ หนาวมากแม่

บอกกง ๆ ว่าเบื่ออาหารบนเขามากค่ะ สั่งพิซซ่ากับมาม่าเกาหลีเหมือนเดิม

กินเสร็จก็ไม่มีใครยอมลุกไปไหน นั่งคุยกันต่อเรื่อยๆ
นักท่องเที่ยวรวมไกด์ลูกหาบประมาณ 30 ชีวิตนั่งอัดกันในห้องอาหาร
รับไออุ่นจากเตาผิงที่ราดด้วยน้ำมันก๊าซ แสบหน้าแสบตาแต่ก็ทนค่ะ
นั่งกันอยู่นานจนเจ้าของที่พักบอกให้กลับห้อง เพราะไกด์ลูกหาบและนักท่องเที่ยวบางส่วนต้องนอนที่ห้องอาหาร

ก่อนแยกย้าย ไกด์ถามว่าพรุ่งนี้เราจะไปกี่โมง
ปกติเขาจะออกกัน ตี 5 – 7 โมง เราบอกออกประมาณ 6.30 น. ตื่นเช้ามากกลัวง่วงระหว่างทาง 55
โดยเราจะเดินไปถึง Mardi Himal Base Camp แต่ก็ต้องดูสภาพอากาศด้วย ถ้าฟ้าปิด เมฆเยอะ ทางลื่นอันตราย  ก็อาจไปไม่ถึง

คืนนี้ทางช้างเผือกชัดมากค่ะ ยืนชื่นชมความสวยงามอยู่ 2 นาทีก็รีบกลับไปมุดถุงนอนแล้ว หนาวไม่ไหว
การนอนแต่ละคืนที่นี่ ทรมาณมาก  จะคลุมโปงก็หายใจไม่ออก จะเปิดหน้าก็หนาวหน้าชาอีก  

มาถึงจนได้ค่ะ High Camp มาถึงเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว
รีบสั่งอาหารเย็น เข้าห้องเก็บของ ออกมาชมยอดหางปลา ดูพระอาทิตย์ตก
ไกด์ของเราและหิมะบนเตาผิง น้ำที่ใช้ดื่มกินบน High Camp ก็มาจากการละลายหิมะบนเขานี่เอง
พระอาทิตย์ตกที่ High Camp
ยอดหางปลาฉาบแสงอาทิตย์
ทุ่มนึงดาวเต็มฟ้าแล้วค่ะ
ทางช้างเผือกออกมาทักทายตั้งแต่หัวค่ำ หนาวจนไม่มีอารมณ์ชื่นชมความสวยงามเลย

วันที่ 7   High Camp (3500m) – Mardi Himal Base camp (4500m) – Badal Danda (3250m)

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี 5.45 น. ที่พักเงียบสนิทเพราะกลุ่มอื่นเริ่มออกเดินกันไปตั้งแต่ตี 5 แล้ว
แปรงฟัง ล้างหน้า เตรียมขนมสำหรับพกขึ้นไปกิน
และออกมากินอาหารเช้า เบื่ออาหารขั้นสุดเลยสั่งแค่แป้งนานกับไข่ต้มรองท้อง แล้วก็เริ่มออกเดินตอนประมาณเกือบ 6.30 น.

วันนี้เดินไต่ขึ้นจากความสูง 3500 เมตรไปยัง 4500 เมตร ขึ้นอย่างเดียว ขึ้นไม่หยุดเลย
จำได้ว่าเหนื่อยมาก เดิน 5 ก้าวต้องหยุดพักตลอด เรา 2 คนคงดูเหนื่อยล้า จนไกด์กับลูกหาบต้องเอาเป้ไปสะพายให้

พอออกจากที่พักมาได้แปปเดียว ก็จะเจอกับภูเขาที่ต้องปีนป่ายนิดหน่อย ค่อนข้างอันตราย
ไกด์กับลูกหาบประกบเรา 2 คนไม่ห่าง ถ้าพลาดคือร่วงยาว ไปโผล่ที่ ABC เลย

นาฬิกาวัดความสูง High Camp 3500 เมตรตามตำราเป๊ะ อากาศ 0 องศากำลังดี
ท้องฟ้าเช้านี้ สวยงามเกินบรรยาย
ออกจากที่พักคว้าแคมปอนมาใส่ไม่ทัน ลื่นไป 1 ตุ้บ ขากลับอีก 1 ตุ้บ
High Camp ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ที่พักเราอันกลางรูป  เห็นวิวยอดหางปลาชัดเจน
ถึงเนินเขาลูกแรก เนินนี้มีจุดอันตรายอยู่ ต้องยืนทำใจก่อนขึ้นแพพนึง

พอถัดจากเขาลูกนั้นมาก็จะเป็นทางขึ้นบันไดหิน ขึ้น 1 ขั้นพัก 1 ขั้นค่ะ ยิ่งสูงยิ่งเหนื่อย
เรารู้สึกว่าการเดินขึ้นบันไดเหนื่อยกว่าการเดินขึ้นแบบพื้นปกติ  

เดินขึ้นบันไดจนมาถึง MBC view point (4200m) ตอนนั้นคิดว่าถึงแล้ว เพราะเคยเห็นรูปมุมนี้บ่อยๆ โยนไม้  Trekking ทิ้งเลยจ้า

ผิดค่ะ ! ไกด์บอกยังไม่ถึง เดินต่ออีก 1 ชั่วโมง แทบล้มทั้งยืน

ทางหลังจาก MBC view point จะเป็นทางหิมะ วันนี้แดดแรงน้ำแข็งละลาย เดินแล้วค่อนข้างลื่น
ต้องใช้ไม้เท้าค่อยๆ เตาะแตะไปอย่างระมัดระวัง เพราะมีช่วงอันตรายอยู่เหมือนกัน

เดินๆ พักๆ เป็นระยะ จนมาถึงจุดที่เห็นล่องเส้น ABC  ตอนนั้นจะบ่ายโมงแล้วค่ะ เมฆเริ่มเข้าใกล้เรามาเรื่อยๆ

ยืนถ่ายรูป กินขนมอยู่ 10 นาที เมฆลอยจะถึงตัวแล้วค่ะ  

นักท่องเที่ยวที่จะเดินไปตรง Base Camp ก็เริ่มหันหลังกลับ เพราะเมฆเริ่มบังทางตรงป้าย Mardi Himal Base Camp
สภาพแต่ละคนทุละทุเลมากค่ะ คนที่ไม่มีไม้เท้าต้องใช่มือเกาะแบบคลานไป เพราะน้ำแข็งละลายมันเลยลื่น
ถ้าเป็นทางราบปกติลื่นหิมะคงไม่น่ากลัว แต่ข้างๆ เป็นเหวลงไป เลยสยองหน่อยๆ

ไกด์บอกจากตรงเราเดินไปอีกประมาณ 30 นาที ก็จะถึงเบสแคมป์
30 นาทีไกด์สำหรับเรา ก็น่าจะประมาณ 1 ชั่วโมง ไปกลับ 2 ชั่วโมง 55
หลังจากปรึกษาหารือ กลัวเดินไป – กลับแล้วไม่ปลอดภัย
และต้องเดินกลับไป  Badal Danda เกรงว่าจะมืดก่อน ก็เลยตัดสินใจกลับด้วย  

ขากลับคือทำเวลามาก เพราะเมฆประชิดตัวมาก  ไกด์กลัวอันตราย เพราะต้องเดินเลาะริมเขา
ขาเดินลงนี่รู้สึกพลังแผ่วมาก ขาอ่อนแรง เหยียบต้นหญ้า หิมะ  เหยียบหินเหยียบดินอะไรก็ลื่นไปหมด

พระอาทิตย์ขึ้นเรียบร้อย แดดแรงจ้า แต่ช่วยให้อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย
มองย้อนกลับไปที่พัก ทิวเขาที่เนปาลอลังการจริงๆ สมกับเป็นดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย
ช่วงเช้ามีฮอบินเข้าออกผ่านหัวเราไปที่ ABC ถี่มากๆ แทบจะทุก 10 นาที
สกล ลูกหาบของเรา แบกเป้หนักแต่เดินเร็วมากๆ
คุยกันหลายวันได้ความว่ามาเป็นลูกหาบ นอกจากมีรายได้พิเศษ แล้วยังฝึกเพื่อไปสอบเข้าโรงเรียนทหาร สุดยอดด
บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของบันไดค่ะ
วิวสวยๆ พอให้เราลืมๆ ความเหนื่อยล้าไปได้บ้าง
ถึง Mardi Himal View Point ที่ความสูง 4200 เมตรแล้ว
ร้านน้ำชานี้เป็นของคุณลุงเจ้าของที่พักที่ High Camp ของเรา ลุงจะเดินขึ้นลงมาขายน้ำชาที่นี่ทุกวัน กราบบ
มุม Mardi Himal View Point ในตำนาน มุมนี้เห็นในรูปบ่อยๆ จนเราคิดว่าถึงตรงนี้ก็สิ้นสุดทางเดินแล้ว
ทำใจแล้วก็เดินตะลุยหิมะต่อค่ะ
เดินบ้าง พักบ้าง นอนบ้างกันแล้วค่ะ
ยอดหางปลาอยู่แค่ตาเห็น แต่เดินไม่ถึงซักที ใกล้ตาไกลเท้าจริงๆ
ถึง View Point แล้ว!!! พักแวะกินขนม ถ่ายรูปกันตรงนี้อยู่สักพักเลย
ร่องเขาที่เห็นนั้นเป็น ABC ค่ะ มองลงไปจะเห็นหลังคาของที่พักในเส้นทาง ABC
หลังจากตัดสินใจว่าจะกลับ เลยไปผูกผ้าที่บ้านคาบิคล้องให้
ให้เราเอาไปผูกที่เบสแคมป์แล้วขอพร เพราะขอพรจากที่สูงใกล้สวรรค์ จะสำเร็จผลเร็ว เราเอามาผูกตรงนี้แทน
เดินออกมาแปปเดียว เมฆก็เริ่มมาบดบังยอดหางปลาพอดี

ถึงที่พัก High Camp เกือบ 3 โมง กินอาหารกลางวันแบบเร่งด่วน เก็บของแล้วก็ออกเดินไป Badal Danda
ไปถึง Badal Danda เกือบ 6 โมง ที่พักวิวดีมาก
ฝรั่งบอกว่าวิวพระอาทิตย์สวยมาก แต่หนาวจนไม่ได้ออกไปดู นั่งชื่นชมจากในห้องกระจกพอ
ที่พักเห็นวิว 360 องศา สมชื่อโรงแรม ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขา รับลมแรงจากทุกด้าน

ที่  Badal Danda เจอนักท่องเที่ยวฝรั่ง ฟังเขาคุยกันได้ความว่าเพื่อนเขา 1 คน เป็น AMS หนักต้องรีบลงเขาไป
อีกคนยังนอนพัก รอดูอาการอยู่ในห้องตั้งแต่มาถึง  AMS นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ

วันนี้อาการเบื่ออาหารบนเขาหนักมาก สั่งไข่ต้ม ข้าวผัด กับซุปเผ็ดกินพอให้อยู่ท้อง

กินอาหารเสร็จ ไกด์มาถามว่าเราสนใจจะเปลี่ยนแพลนไหม จากเดิมพรุ่งนี้เราต้องนอนที่ Siding
เราสามารนั่งรถเข้าโพคาราเพื่อไปฉลองปีใหม่ในเมืองได้เลย ตกลงสิคะ รออะไร!

เราขอซื้ออินเตอร์เนตเพื่อจองที่พัก แต่เนตสัญญาณอ่อนแรงมากไม่สามารถเข้าเวปใดๆ ได้
ดีที่ยังพอติดต่อเพื่อนทาง line ได้ เลยให้เพื่อนจองให้ โรงแรมก็เต็มเอี้ยดเพราะเป็นวันสิ้นปีเข้าปีใหม่พอดี
คิดในใจวันปีใหม่ต้องฉลองกันสนุกสนานแน่ๆ โรงแรมเต็มขนาดนี้

จัดการจองโรงแรมเรียบร้อย นั่งผิงไฟ แล้วก็เข้านอนค่ะ
คิดแล้วก็ใจหายหน่อยๆ คืนสุดท้ายบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ

แนะนำสำหรับคนจะไปตรงป้าย Mardi Himal Base Camp ออกตั้งแต่ตี 5 ค่ะ  
และกลับมานอนที่ High Camp จะได้มีเวลาเหลือๆ ไปถึงป้ายแน่นอนๆ
แต่ถ้าดูอากาศไม่ดี ฟ้าปิด เมฆเยอะ ต้องระวังเวลาเดินกันหน่อยค่ะ ทางค่อนข้างอันตราย เดินๆ อยู่ในเมฆหมอกโผล่มาเป็นหน้าผาแล้ว

ทางจาก High Camp ไป  Base Camp ค่อนข้างอันตราย ยิ่งมีหิมะยิ่งอันตราย ทางลื่น ทางบางช่วงก็ไม่ชัดเจน
เราเดินตามไกด์มาเรื่อยๆ แต่หาทางลัดเองบ้างไรบ้าง คือเห็นไกด์อยู่ข้างหน้าแหล่ะ คิดว่าเดี๊ยวทางมันก็มาเจอกัน  
ป๊าดดด ที่ไหนได้ โผล่มาเป็นหน้าผา ไม่มีทางลง ต้องค่อยๆ สไลด์กอหญ้าลงมากันเลยจ้า

วันที่  8   Badal Danda (3250m) – Siding(1700m) –  Pokhara (1400m)

วันนี้ตื่นกันตั้งแต่ก่อน 6 โมง เพราะต้องรีบออกเดินกันแต่เช้า  
ตื่นมาแบบอ่อนเพลียเพราะนอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากผ้าห่มหนักมาก ไม่ห่มก็หนาว ห่มก็หายใจไม่ออก
หลับๆ ตื่นๆ วุ่นวายกับผ้าห่มทั้งคืน

เช้านี้สั่งอาหารแบบสิ้นคิด ขอไข่ต้มล้วนๆ กลางวันก็ขอไข่ต้มให้เขาแพคไปกินระหว่างทาง แล้วก็เริ่มออกเดินค่ะ

วันนี้ไม่มีมีอะไรมาก เดินลงอย่างเดียวยาวๆ มีแอบระทึกเพราะหลงกับไกด์ในป่านิดหน่อย ทางมันเป็นป่าต้นไม้เยอะ  
เห็นไกด์อยู่ข้างหน้า แต่ไม่รู้ต้องเดินเส้นไหน ก็เดินตามเส้นทางมาเรื่อยๆ จนไปขึ้นเขาอีกลูก ก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆ
จนเอะใจ ว่าไกด์หายไปไหน ยืนรอกันอยู่แปปนึง เลยตัดสินใจย้อนกลับมาทางเดิม
ได้ยินเสียงไกด์เรียกพอดี ฮือออ ไกด์ปลอบใจด้วยการโทรไปสั่งไก่ทอดไว้รอเราที่ปลายทางที่จะไปขึ้นรถ

ระหว่างทางลงได้เจอกับคาบิที่พานักเดินเขาชาวไทยขึ้น Mardi  พอดี
ทักทายและขอบคุณที่จัดการทุกอย่างให้เราอย่างดี และร่ำลากันออกเดินทางไปคนละจุดหมาย

มาถึงปลายทางประมาณ 12.00 น. ใช้เวลาเดินแค่ 4 ชั่วโมง
นั่งกินไก่ทอดแก้มเบียร์กับไกด์และลูกหาบของกลุ่มอื่น ก็ออกเดินทางกลับ Pokhara

ท้องฟ้าในเช้าวันสุดท้ายของปี 2019
อีกด้านของโรมแรมก็สวยไม่แพ้กัน
จุดชมวิว จิบน้ำชาที่  Badal Danda
ที่นั่งชมวิวตรงนี้ Hot Seat มากค่ะ คนเข้าคิวรอถ่ายรูปเลยทีเดียว
วิธีการขนของขึ้นเขา เห็นกี่ทีก็สุดยอด ยอดมนุษย์มากๆ ค่ะ
ใช้เวลาแปปเดียวก็ถึง Low Camp ที่นั่งกินข้าวกันวันก่อน วันนี้ต้องอำลากันซะแล้ว
ทางเดินลงไป Siding จะเป็นก้อนหินเยอะ รู้สึกเจ็บเข่านิดหน่อย
เจอน้อง YAK ระหว่างทาง
เดินแปปเดียวก็เริ่มเห็นหมู่บ้าน แปลว่าใกล้ถึงจุดหมายแล้ว
ถ้าเห็นโรงแรมนี้ก็แปลว่าใกล้สิ้นสุดการเดินแล้วค่ะ โดยรถที่จะเข้าโพคาราจะจอดรอเราอยู่ตรงนี้
ถ้ามากันเอง ก็สามารถหารถจากตรงนี้ได้เลยค่ะ
ชื่อโรงแรมที่มีรถจี๊ปจอดรอเรานะคะ สามารถพักกินข้าวกลางวันที่นี่ได้ด้วย
ไก่ทอดที่ไกด์โทรมาสั่งให้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ขนาดสั่งล่วงหน้าแล้ว ยังต้องมารออีกนานเลยค่ะ
เป็นไก่ทอดรสเผ็ด อร่อยสมการรอคอย เนื้อสัตว์ในรอบหลายวัน กินกันคนละตัวไปเลยค่ะ
วิวระหว่างกินข้าวกลางวันจากโรงแรมที่รอรถจี๊ป ยอดหางปลาไกลๆ กับฟ้าหม่นๆ  
ขากลับแวะตลาดก่อนเข้าโพคารา น้องชายคาบิมาส่งเสื้อยืดที่ระลึกจากบริษัท
เป็นอันว่าเจอพ่อแม่ พี่น้องคาบิครบหมดแล้วทริปนี้  เสื้อยืดที่บอกว่าเราผ่าน Mardi Himal มาได้แล้ว

รถจะเป็นรถจี๊บนั่งได้ 7 คน เราสามารถหาคนหารค่ารถได้ แต่อาจต้องรอหน่อย
เราโชคดีเจอกลุ่มนักท่องเที่ยว 3 คน มาหารค่ารถ รวมทีมเรา 4 คนครบ 7 พอดี เลยนั่งมาด้วยกัน

จริงๆ จาก Siding ไป Pokhara ไม่ไกลเลยนะคะ แต่ทางแย่มากกกก
ช่วงแรกลงเขาและทางเป็นหลุมเป็นบ่อ เกร็งตัวไม่ให้ตัวโยกไปโขกกระจกจนเหนื่อย

ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่งโมงก็ถึง Pokhara เนื่องจากเป็นวันสิ้นปี ในเมืองปิดถนนทั้งเมือง
ต้องขับรถอ้อมไปไกลกว่าจะหาทางเข้าโรงแรมได้

เราจัดการเช็คอิน พี่สาวคาบิเอากระเป๋าที่ฝากไว้มาส่ง เจอญาติคาบิอีกคนแล้ว
ร่ำลากับทางไกด์และลูกหาบ  ควักมือถือจะถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซะหน่อย ระทึกเลยค่ะ มือถือไม่อยู่แล้ววว!!  

จุดนี้วุ่นวายมาก ทั้งไกด์ ลูกหาบ พี่สาวคาบิและเพื่อน พนักงานโรงแรม ช่วยกันหาสุดๆ
ทั้งไล่กล้องวงจรปิด ออกไปถามคนตรงถนน ไกด์พานั่งแท็กซี่ไปตามหารถที่เรานั่งมา นั่งจนเจอรถ แต่ก็ไม่เจอมือถือ
คาดว่าน่าจะหล่นหายซักที่ และแบตหมดเพราะเปิด Find iphone ไม่เจอ
ทำใจค่ะ คิดซะว่าฟาดเคราห์สำหรับทริปนี้ไปค่ะ  

ก่อนร่ำลากับไกด์และลูกหาบ ให้ทิปทั้งคู่ตามความเหมาะสมที่เขาดูแลช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ตลอด 6 วัน
พอถึงเวลาร่ำลาไกด์กับลูกหาบของจริง ก็อดใจหายไม่ได้ เศร้าไปตามระเบียบเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวัน

อำลาไกด์กับลูกหาบเสร็จ ขึ้นไปเก็บของลงมาเดินเล่น
คิดว่าจะมีงานฉลองแบบยิ่งใหญ่ เพราะคนเยอะมาก เยอะแบบมากๆๆๆ คนแน่นถนนยาวไปหลายกิโล
แต่ไม่มีอะไรเลย คือเขาแค่เดินไปเดินมาตามถนนกันแค่นั้น  มีร้านขายของข้างทางแบบ street food มีเวทีแสดงของเด็กๆ

ลองกินอาหารข้างทางไปหลายอย่าง กินได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่พวกลูกชิ้นปิ้งทอด เนื้อควายทั้งปิ้งและทอดอร่อยดี จิ้มกับน้ำจิ้มบ้านเขา แนะนำเลยค่ะ

คุยกับคนท้องถิ่นได้ความว่า เพราะไม่ใช่ปีใหม่ของชาวเนปาล  เลยไม่มีการจัดงานอะไร มีแต่นับถอยหลังกันเอง

ก็เดินตามคนไปเรื่อยๆ กินของข้างทาง ร้านที่เป็นกึ่งผับนี่แน่นทุกร้าน บางร้านต้องต่อคิวเข้า
ในร้านเขาจะจุดท่อนไม้ให้เราไว้แก้หนาว ระเบิดภูเขา เผากระท่อมมากค่ะ ควันขโมงเต็มร้าน นั่งแสบหน้าแสบตากันไป

ผับที่นี่ก็เปิดเพลงเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฝรั่ง เกาหลี เนปาลมาทุกแนว
มีร้านนึงคนรอต่อคิวประมาณ 500 คน น่าจะร้านเด็ด แต่ต่อไม่ไหวจริงๆ เลยไปร้านอื่น
เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ เกือบยันหว่างก็ขึ้นนอนค่ะ

ส่งท้ายปี 2019 ด้วย การไปยืนดูชิงช้า ตอนแรกคิดว่าเป็นชิงช้าสวรรค์ หมุนชิลๆ
ที่ไหนได้ กรี๊ดกันสนั่นค่ะ หมุนเร็วเป็นรถไฟเหาะ แถมไม่มีกรงปิดอีก แค่ดูก็หวาดเสียวแล้วค่ะ

วันที่ 9 – 10 – 11 Pokhara – Kathmandu – Bangkok

ขอรวบ 3 วันสุดท้ายในเนปาลไว้ในโพสเดียวเลย

วันที่ 9
วันสุดท้ายที่โพคารา ตื่นเช้ามาเก็บของ หาอาหารเช้า เดินเล่น รอรถมารับ
บรรยากาศวันแรกของปี 2020 ที่โพคาราช่างเงียบเหงาผิดกับเมื่อคืนนี้

ประมาณ 10 โมง ญาติของคาบิมาเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่าย โดยค่าทริปเดินเขาทั้งหมดมาจ่ายวันสุดท้าย คาบิบอกไม่ต้องมัดจำค่ะ
รถมารับตอน 11 โมง ขากลับเป็นคุณลุงอีกคน ขับรถดี ใจเย็น แวะให้เรากินข้าว เข้าห้องน้ำตลอด

มาถึงโรงแรมในกาฐมาณฑุตอน 2 ทุ่ม โรงแรมที่เราจองไว้อยู่กลางทาเมลเลย

เก็บของเสร็จ ลงไปหาของกิน วันนี้ขอกินเนื้อสัตว์เน้นๆ
เราหาข้อมูลจนได้ร้านปิ้งย่างเกาหลี อยู่ซอยข้างๆ The North Face จัดหมูไป 4 ถาด สาแก่ใจนัก

กินเสร็จก็เดินเล่นในทาเมล คนออกมาเดินเล่นกันเยอะมาก วัยรุ่นที่นี่แต่งตัวกันเฟี้ยวฟ้าวมากค่ะ
ในทาเมลร้านขายของจะเหมือนข้าวสารบ้านเรา ชั้น 2 จะมีผับบาร์ร้านอาหาร

ดึกๆ ร้านรวงในทาเมลปิด จะมีรถเข็นขายของกิน พวกปื้งย่าง ของทอด ยำมาม่า ป็อปคอร์น ถั่วคั่ว
ยำมาม่าแห้งที่ใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ ฮิตมาก เห็นคนเดินถือกันเต็มเลย
ดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ แต่แซ่บมากค่ะ ตอนกำลังจ่ายเงินค่ายำ คนขายบอก 50 บาท เราก็จ่ายไป
คนเนปาลที่ต่อคิวอยู่ก็โวยวายคนขายขึ้นมา เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่อยู่ดีๆ คนขายก็คืนเงินเรามา สรุปน่าจะประมาณ 10 บาท

เดินวนเข้าผับบาร์ กินอาหารอยู่ในทาเมลจนถึงตี 2 ก็กลับโรงรม

วันที่  10
เช้านี้เปิด Tripadvisor หาร้านอาหารเช้า ร้านแนะนำอันดับ 1 อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรา เลยลองเดินไปดู

ร้าน Yala Cafe เป็นร้านเล็กๆ ไปถึงตอน 7 โมง คนนั่งแน่นร้านแล้ว
อาหารเช้าจะมีแบบสไตล์ฝรั่งกับพื้นเมือง แต่ใจไม่กล้าลองพื้นเมืองเลยกินแบบฝรั่ง
กาแฟอร่อย อาหารอร่อย ปริมาณเยอะ ราคาไม่แพง 10 10 10 ไม่หักเลย ติดใจจนไปกิน 2 วันติด

กินเสร็จกลับที่พัก เตรียมตัวออกเที่ยว แพลนวันนี้หาเอาใน Google สดๆ ร้อนๆ
อยากไปวัดดวงตาเห็นธรรม เพราะเคยเห็นในรูปบ่อยๆ หาจากใน Google บอกว่าเป็นวัด Swayambhunath
วันนี้เลยเลือกไป Kathmandu Durbar Square กับวัด Swayambhunath

เดินตาม Google Map จากทาเมลไป Kathmandu Durbar Square ไกลพอสมควร
เดินดูชีวิตชาวเนปาลไปเรื่อยๆ วันนี้ฝนตกๆ หยุดๆ ทั้งวัน เดินไปพักหลบฝนไป

เดินจนมาหยุดที่ Kathmandu Durbar Square มีเจ้าหน้าที่เรียกเราไปซื้อตั๋วแบบงง ๆ
ตรงนี้จะมีที่พักของกุมารี มีวังเก่า พิพิธภัณฑ์ ซื้อตั๋วตรงนี้ก็จะสามารถเข้าได้ทุกที่ ถ้าไม่ซื้อตรงนี้สามารถไปซื้อตรงทางเข้าได้อีก
ถ้าจำไม่ผิดราคาเหมาเข้าชมทุกที่ประมาณ 1000 รูปีต่อคน ปิดให้เข้าชมตอน 4 โมงเย็น

ตรง Kathmandu Durbar Square คนเยอะมาก มีทั้งคนทั้งวัว
เราก็เดินชมไปตามแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ให้เรามา ได้ชมแค่วังก็หมดเวลาแล้ว
ในวังสวยงามมากค่ะ แกะสลักละเอียดมาก ถ้าเปิดให้ชมหมดน่าจะใช้เวลาเป็นวัน

เสร็จแล้วก็เดินต่อไปยังวัด Swayambhunath หรือวัดลิง เดินตาม Google Map ไปเรื่อยๆ ไกลเอาเรื่อง
ที่นี่จะเปิด 24 ชั่วโมง ข้างบนลิงเยอะมากก
ยืนถ่ายรูป ดูลิง จนค่ำ เลยเรียกแท็กซี่กลับ แท็กซี่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์ เรียกราคาตามระยะทาง ลองต่อหลายคันแล้วไม่ได้ 55
พอกลับมาถึงเมืองไทย เพิ่งรู้ว่าวัดดวงตาเห็นธรรมที่เราอยากไปนั้นมันอีกที่นึง ชื่อวัด Boudhanath แป่ว55

อาหารเย็นคืนนี้เปิด Tripadvisor เหมือนเดิม จิ้มร้านอาหารไทยแนะนำในทาเมลมา 1 ร้าน
ได้กินข้าวผัดกับกระเพราหมูไข่ดาว ต้มยำแบบสำเร็จรูป สมใจอยาก รสชาติพอแก้ขัดอาการคิดถึงอาหารไทยได้

กินเสร็จก็ตะเวนราตรีอีกทิ้งทวนก่อนกลับไทย
ที่เนปาลร้านเล่นสดจะแบบ เล่นเพลงนึงพัก 5 นาที เป็นยังงี้แทบทุกร้าน อารมณ์ค้างเลยค่ะ

ส่วนร้านดีเจเปิดแผ่นก็คือตั้งแต่โพคารายันกาฐมาณฑุ เปิดเพลงตามใจฉันมาก มีทุกแนว มาทุกชาติ

เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ถึงตี 2 ก็กลับโรงแรม เก็บของเกียมกลับบ้านในวันพรุ่งนี้

วันที่  11
เช้าวันสุดท้ายที่เนปาล เดินไปกินอาหารเช้าที่ร้าน Yala Cafe เหมือนเดิม

เช้านี้อากาศอึมครึม ในกาฐมาณฑุหมอกลงจัด
คนขับรถมารับตอน 10 โมง ใช้เวลาแปปเดียวก็ถึงสนามบิน เช็คอินแล้วก็ขึ้นมาผ่าน ตม. ที่ชั้น 2

ที่สนามบิน จะมีแค่จอมอนิเตอร์บอกว่าไฟลท์นี้ ตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหน
เช่น ไฟลท์นี้เรียกไป security check ถ้าไฟลท์ไหนยังไม่ขึ้นสเตตัสก็นั่งรออยู่ด้านนอก
ไฟลท์การบินไทยกำหนดออกตอนบ่ายโมงกว่าๆ  นั่งมองจอจนใกล้บ่ายโมง ก็ยังไม่เรียกให้เข้าไป security check

สักพักหน้าจอก็ขึ้นว่าเครื่องการบินไทย Diverted ไป  Dhaka บังกลาเทศแล้ว สายการบินอื่นก็มีไปอินเดียบ้าง
เลยไปถามตรงเลานจ์การบินไทย ได้ความว่าอากาศแย่ สนามบินปิด ให้รออัพเดทสถานการณ์

นั่งๆ ยืนๆ เพราะที่นั่งเต็ม ต้องคอยมองพนักงานที่ใส่เสื้อกั๊กการบินไทย เขาจะมาคอยบอกสถานการณ์ แล้วก็เรียกเราไปกินข้าว
ตอนนั้นเหงามากเพราะเนตที่ซื้อมาจากไทยของเราทั้ง 2 คน มันตัดไปแล้ว
ไวไฟฟรีที่สนามบินน่าจะคนใช้เกินลิมิตเลยเข้าไม่ได้ นั่งดูรูป ซื้อขนมกินฆ่าเวลาวนไป

จนประมาณเกือบ 6 โมง พนักงานมาเดินบอกว่าให้ไป security check เข้าไปรอในเกตเลย  เครื่องกำลังมาแล้ว
เข้าไปในเกต โอ้ว แม่เจ้าคนเยอะมาก แน่นทุกที่ ทางเดินแทบไม่มี ยืนเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋อง
โชคดีที่เขาไม่ได้เรียกให้เราเข้ามารอในเกตแต่แรก

เกตที่นี่จะมองเห็นรันเวย์ ตอนที่เครื่องบินลำแรกมาลง ทุกคนเฮแบบเสียงดังมาก ทั้งโล่งใจที่เครื่องลงอย่างปลอดภัยและจะได้กลับบ้านกันแล้ว
นับจากเข้ามาในเกตจนถึงเครื่อง take off ออกจากสนามบินกาฐมาณฑุ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะไม่รู้ว่าอากาศจะปิดอดบินอีกตอนไหน

กลับถึงไทยโดยสวัสดิภาพ ลงเครื่องปุ๊ปเหมือนอยู่คนละโลก ร้อนมากค่ะ

วันแรกของปี 2020 ที่โพคารา เห็นยอดหางปลาไกลๆ
เล่ม TIMS ที่ระลึกสำหรับการเดินทางครั้งนี้
กินหมูครั้งแรกในรอบหลายวัน ร้านอาหารเกาหลีซอยข้างๆ ช็อป The North Face อาจุมม่าเจ้าของร้านใจดี ราคาไม่แพง
เช้าวันแรกในกาฐมาณฑุ
ร้าน Yala Cafe ร้านอาหารเช้าชื่อดังในเนปาล เป็นร้านเล็กๆ มีไม่กี่โต๊ะ
เซทอาหารเช้ามีทั้งแบบเนปาล อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ปริมาณคุ้มค่า ราคาประมาณเซทละ 70 – 150 บาท
เราลองสั่ง Egg benedict มาลอง จานละประมาณ 120 บาท เยอะจนกินไม่หมด
กาแฟลาเต้แก้วละ 40 บาท รสชาติอร่อย ถึงว่าทำไมคนรีวิวเยอะ
ร้านทำขนมแบบนี้ในเนปาลเยอะมาก ยืนดูเพลินเลย แต่อื่มจนกินอะไรไม่ลง เลยไม่ได้ลองชิมเลย
ร้านเฟรนส์ฟรายชื่อดังของเนปาล ตามรอยจาก Tripadvisor มาอีกเหมือนกัน
เฟรนช์ฟรายส์ทอด สามารถเลือกซอสได้หลายอย่าง สั่งปอเปี๊ยะกับไก่ผัดเผ็ดมาลองด้วย
เฟรนส์ฟรายทอดกรอบๆ จิ้มกับซอสอร่อยดี ให้เยอะจนกินไม่ไหว ปอเปี๊ยะรสชาติเฉยๆ
แต่ไก่ผัดเผ็ดอันนี้ เด็ดดวง อร่อยมาก กินกันหมดจาน
Kathmandu Durbar Square คนเยอะมาก เหมือนเป็นทั้งที่นัดพบและสวนสาธารณะของชาวเนปาล
อันนี้ถ้าจำไม่ผิด เจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกเราว่าเป็นที่พักของกุมารี
ตรงนี้เหมือนเป็นแลนด์มาร์คของจตุรัสนี้ มีหลายคนไปรอถ่ายรูปตอนนกพิราบขึ้นบินพร้อมกัน พวกเราก็เช่นกัน55
นกพิราบเยอะจริงๆ คนเคยไม่สบายเพราะนกพิราบอย่างเรา ขอยืนดูห่างๆ
ช่วงที่เราไปมีการซ่อมแซมพื้นที่ในวัง ที่เสียหายตั้งแต่ตอนแผ่นดินไหว เลยปิดให้เข้าชมหลายส่วน
ชอบการแกะสลักในวังมาก วิจิตรและละเอียดมาก
รายละเอียดแต่ละจุดเยอะมากจริงๆ ดูเพลินเลย
จาก Kathmandu Durbar Square เดินไปวัด Swayambhunath ใช้เวลาชั่วโมงนึงได้ เดินขึ้นบันได (บันไดอีกแล้ว) ถึงไปจะเจอวัด
ไปถึงวัด Swayambhunath ก็ค่ำแล้ว แต่คนยังเยอะพอสมควร อากาศข้างบนลมแรงและหนาวมากๆ
ลิงเยอะสมกับชื่อวัดลิง ยกพวกตีกันแย่งที่นอนมั่วไปหมด เราต้องคอยหลบเขาดีๆ แต่ลิงที่นี่มีมารยาทดีทีเดียว ไม่ได้มายุ่งกับมนุษย์อย่างเราเลย
ร้านอาหารไทยในทาเมล ราคาแรงพอสมควร แต่ปริมาณและค่าหิ้ววัตถุดิบมาจากเมืองไทย ก็สมราคาอยู่ค่ะ
บอกลาเนปาล ด้วยวิวกาฐมาณฑุตอนกลางคืนจากวัด Swayambhunath

เป็นการปิดทริปเดินเขาต่างประเทศทิ้งทวนก่อนโควิดระบาด

11 วันในเนปาล ยังรู้สึกไม่เต็มอิ่ม ประทับใจไปหมด ทั้งการเดินเขา ความหนาวความเหงาระหว่างเดิน วิวภูเขา ผู้คน ดีไปหมด
ประทับใจจนวางแผนจะกลับไปเดิน ABC หรือ EBC อีกทีช่วงปลายปีนี้ และแก้มือวัดดวงตาเห็นธรรมที่ไปผิดที่ แต่ตอนนี้ต้องพักก่อน

สำหรับใครที่อยากไปเดินเขาที่เนปาล แบบไม่ใช้วันเยอะ ซัก 4 – 6 วัน Mardi Himal เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ
ยิ่งตอนที่เราไป เขามีเส้นทางใหม่ที่เดินลงจาก High Camp ไป Siding ได้เลย
โดยไม่ต้องกลับทางเดิม ไม่ต้องค้างที่ High Camp อีก 1 คืน ประหยัดวันไปได้อีก 1 วัน

ทั้งนี้ต้องระวังการเดินขึ้นที่สูงเร็วเกินไปด้วยนะคะ ถ้าใครมีอาการ AMS แนะนำให้หยุดพักหรือเดินลงเลยค่ะ

และขอให้ระมัดระวังการเดิน โดยเฉพาะการเดินบนสันเขา ยิ่งช่วงตั้งแต่ Low Camp ถึง Base Camp ทางเดินสลับกับหน้าผาไปตลอด
และเส้นทาง Mardi ยังเป็นเส้นทางใหม่และทางเป็นป่าเยอะ เส้นบอกทางยังไม่ชัดเจน ลูกหาบเรามา 3 ครั้งยังจำทางไม่แม่น
ถ้าไปเองไม่มีไกด์ พยายามเดินเกาะกลุ่มกับกลุ่มอื่นไว้นะคะ

ถ้าไปหน้าหนาวเตรียมเสื้อผ้าจัดเต็มไปเลย ถ้าร่างกายเจอความหนาวมาก อาจป่วยได้
อย่างเรามีน้ำมูกไหลตลอด อากาศเย็นและแห้งจนเจ็บจมูก ต้องพ่นยาเป็นพักๆ
และเราไอจนปวดท้องไปหมด กลับมาต้องหาหมอกินยาอยู่ 2 อาทิตย์กว่าจะหาย แต่เป็นเฉพาะแค่เราคนเดียวนะคะ
อีกคนแค่มีไข้นิดหน่อยวันอยู่ที่ High Camp เพราะใส่เสื้อบางๆ ออกไปถ่ายทางช้างเผือก กินยาพาราก็หายค่ะ

อาหารและน้ำดื่มบนภูเขา ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อจะเป็นเนื้อจากข้างล่างที่ขนขึ้นไป ไม่รู้กี่วันแล้ว
น้ำดื่ม ถ้ามีเครื่องกรองน้ำพกพาหรือเม็ดกรองน้ำ พกไปด้วยก็ดีค่ะ น้ำข้างบนมีทั้งหิมะต้ม อาจไม่ค่อยสะอาด
และน้ำขวดที่ขายก็ไม่รู้มาจากไหน เราเจอน้ำขวดที่ซื้อที่ร้าน ระบุข้างขวดหมดอายุไปหลายปีแล้ว

ใครจะไปขอให้เดินให้สนุกและปลอดภัยนะคะ

ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: