เขาช้างเผือก

สวัสดีค่า

ทริปนี้จะพาไปเดินเขาช้างเผือก ช้างเผือกในตำนาน ที่ว่ากันว่าจองยากสุดๆ จองยากจริงๆ ค่ะ
พวกเราใช้เวลาในการจองมา 3 ปีติด จนโทรจองได้สำเร็จ ได้ไปเดินช่วงกลางเดือนธันวาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา

เขาช้างเผือกตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ปีก่อนๆ อุทยานจะประกาศเปิดให้เดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือกประจำปี ช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  
โดยจะประกาศผ่านเฟสบุ๊คของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

จะเปิดให้เริ่มเดินช่วงปลายเดือนพฤศจิการยนจนถึงปลายมกราคม ช่วงเวลาเปิด-ปิดให้เดิน อาจมีการเปลี่ยนแปลง แล้วแต่ทางอุทยานจะประกาศ
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ไม่แน่ใจว่าปีนี้จะเปิดหรือเปล่า แต่หลายๆ ที่ก็เปิดให้เดินแล้ว รอลุ้นกันค่ะ

เพราะงั้นเกาะติดเพจอุทยานไว้ให้ดีค่ะ  เพจของอุทยานตามนี้เลยค่ะ
https://www.facebook.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-Thongphaphum-National-Park-660455174044774

เขาช้างเผือกจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินไม่เกิน 60 คนต่อวัน
และให้จองล่วงหน้าแค่ 7 วันเท่านั้น เช่น เราจะไปวันจันทร์-อังคารหน้า ก็ต้องโทรจองตั้งแต่วันจันทร์นี้

อ้างอิงจากประกาศปีที่แล้ว จะะเปิดให้โทรจองทั้งวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.  ที่ 2 เบอร์นี้เท่านั้น ​ 034-510979 , 098-2520359​
โทรติดครั้งนึงจะสามารถจองได้ทีละ 5 คน ถ้าไปกันเกิน 5 คน เช่น 14 คน ก็ต้องโทร 3 ครั้ง

เตรียมชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ของคนหัวหน้าทริป และชื่อ – นามสกุล และเลขบัตรประชาชนของสมาชิกทุกคนไว้ให้พร้อม ไว้แจ้งตอนโทรติด
และเตรียมเอกสารหลักฐานสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นรับรองของทุกคน ส่งไปที่อีเมลของอุทยาน ภายใน 1 วันหลังจากที่จองได้

การจองก็แล้วแต่พื้นดวงของแต่ละคน เท่าที่เคยอ่านมา บางคนโทรไม่กี่สายก็ติด หรือบางคนโทรเป็นร้อยเป็นพันสายก็ไม่ติด เช่น พวกเรา เป็นต้น 55
ทริปนี้พวกเราฟอร์มทีมมาได้ 8 คน ถ้าโทรไม่ติดก็โอเค ถ้าโทรติดแล้วได้ไปไม่ครบคน อาจจะต้องใช้เล่ห์กลขัดแข้งขัดขาเพื่อนหรือต้องจับฉลากกันหน่อย
แต่โชคดีที่โทรติด 2 ครั้ง  ได้ไปครบทั้ง 8 ชีวิต ถามว่าโทรกี่สายถึงติด ช่วยกันโทร รวมๆ แล้ว ก็หลายร้อยสายค่ะ

เราอ่านจากรีวิวเก่าๆ เขาว่าใช้โทรศัพท์บ้านจะติดง่ายกว่า พวกเราเลยกดทั้งมือถือทั้งเครื่องบ้าน
ใช้โทรศัพท์บ้านโทรติด 1 สาย โทรศัพท์มือถือโทรติดอีก 1 สาย

อาจเพราะไปวันจันทร์ – อังคาร วันธรรมดาต้นสัปดาห์ เลยโทรติดง่ายกว่าไปวันเสาร์ – อาทิตย์
ถ้าใครมีวันลาเหลือ ลองจองวันธรรมดาดูค่ะ
หรือคอยเกาะติดเพจของอุทยานไว้ บางวันคนจองไม่เต็ม เจ้าหน้าที่จะมาประกาศบอกในเพจค่ะ  

อุปกรณ์ที่เตรียมไป
เขาช้างเผือกเป็นทริปสั้นๆ ใช้เวลาเดินไป-กลับ 2 วัน ค้างบนเขา  1 คืน เตรียมของไปเล็กน้อย
– เต็นท์  แผ่นรองนอน ถุงนอน
– ฟลายชีท กราวด์ชีท ไว้นั่งทำกับข้าว
–  อาหาร น้ำดื่ม ขนม
–  เสื้อผ้าขนไปตามแต่สะดวก แนะนำเสื้อแขนยาวหรือใส่ปลอกแขนตอนเดิน ไว้กันหญ้าบาดและกันไหม้ แดดร้อนสุดๆ ค่ะ
– ทิชชู่เปียก ถุงขยะไว้เผื่อเก็บขยะของเราลงมา ไฟฉาย
– ยาส่วนตัว แก้ไข้ แก้แพ้ ยาหม่อง ยาดม ยาหอม
– หมวก แว่นกันแดด และครีมกันแดดสำคัญมากก โบกไปเลยค่ะ เพราะแดดร้อนมากกกกกก

ด้านบนจะไม่มีแหล่งน้ำ เตรียมน้ำดื่มไปให้เพียงพอนะคะ ซื้อเป็นแพคที่หมู่บ้านอีต่องให้ลูกหาบแบกขึ้นไปได้
อาหารแล้วแต่จะแบกกันไปเลย เซทสุกี้ หมูกะทะอะไรก็ได้ เท่าที่จะแบกไหว
พวกคนขี้เกียจอย่างเราพกมาม่ากับขนมปังไป ลูกหาบต้มน้ำให้เราใส่มาม่าได้ค่ะ
พวกอุปกรณ์เต็นท์ แผ่นปูนอน ถุงนอน ทางอุทยานมีให้เช่า

ห้องน้ำ
บนเขาจะมีห้องน้ำให้ 2 ห้องค่ะ มีประตูปิดมิดชิด
ด้านในเป็นแผ่นไม้ เว้นสี่เหลี่ยมไว้เป็นส้วมหลุมให้เราค่ะ แนะนำว่าอย่าเปิดไฟค่ะ และกลั้นหายใจหรือปิดจมูกไว้ค่ะ
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็เข้าพงหญ้าเอาค่ะ

ค่าใช้จ่าย
ในประกาศอุทยานจะมีบอกค่าใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้อุทยาน เช่น
ค่าเข้าอุทยาน คนละ 40 บาท
ค่ารถยนต์ 30 บาท ต่อคัน
ลูกหาบ 1 คน 1300 บาท แบกได้ 30 กก.
ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง 1 คน ต่อนักท่องเที่ยว 10 คน  ราคา 1,800 บาท
**ถ้าจะไม่ผิด ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง จะหารด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินในวันนั้น ถ้าเกินจะมีคืนเงินให้ตอนจบทริป

ทั้งนี้ทั้งนั้นค่าใช้จ่ายและรายละเอียดการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนในแต่ละปี
เพราะงั้นต้องอ่านประกาศจากอุทยานของแต่ละปีอีกทีค่ะ

ค่าทริปนี้คร่าวๆ  รวมค่ากินทุกมื้อและค่าเช่ารถตู้จาก กทม.ไป เราจ่ายไปไม่เกิน 2000 บาทค่ะ

การลงทะเบียน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเดินเขาช้างเผือก ต้องไปลงทะเบียนที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิกันก่อน
แต่ละปีการไปลงทะเบียนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ที่เราอ่านมาบางปีให้ลงทะเบียนตอนเช้าวันเดินเท่านั้น บางปีให้ลงล่วงหน้าได้ 1 วัน ติดตามประกาศจากอุทยานดีๆ นะคะ
บางปีให้ลงแค่ตอนเช้า นักท่องเที่ยวที่มาถึงก่อน 1 วันไปนอนที่หมู่บ้านอีต่อง ต้องย้อนกลับมาลงทะเบียนที่อุทยานและกลับไปหมู่บ้านอีต่องเพื่อเริ่มเดินอีกรอบ

นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปลงทะเบียนด้วยตัวเองพร้อมบัตรประชาชน
ถ้าใครไปลงทะเบียนตอนเช้าวันเดินเลย จะเปิดให้ลงช่วงเวลา 06.30 – 08.30 น. ถ้ามาช้าว่านี้โดนตัดสิทธิ์ค่ะ

ที่จุดลงทะเบียนจะมีเจ้าหน้าที่จัดการลงทะเบียน ทำประกันอุบัติเหตุ ชำระค่าบริการอุทยาน
และเช่าอุปกรณ์นอนได้ที่นี่เลยค่ะ เจ้าหน้าที่จะให้เอกสารเรามา ต้องเก็บใบนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ ไว้ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรงจุดเริ่มเดิมหมู่บ้านอีต่อง
ใครจะเอาใบประกาศผู้พิชิตเขาช้างเผือก ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตรงนี้ได้เลยค่ะ เขาจะทำเตรียมไว้ให้กลับมารับวันที่เดินทางกลับค่ะ

ถ้าลงทะเบียนจุดนี้ทันแล้ว คิดว่าได้ขึ้นเขาช้างเผือกแน่นอนแล้ว ผิดค่ะ!
ยังเหลืออีก 1 ด่านที่ต้องพาตัวเองไปให้ทันค่ะ

ลงทะเบียนเสร็จก็นั่งรถไปที่หมู่บ้านอีต่อง จะมีจุดนัดพบที่อาคารชั้นเดียวสีขาว เจ้าหน้าที่และลูกหาบ จะรอเราอยู่ที่นั่น
แบ่งสัมภาระให้ลูกหาบชั่งน้ำหนัก

ถ้าใครอยากเดินขึ้นเลย  ก็สามารถไปตรงจุดลงทะเบียนในหมู่บ้านอีต่อง คนละจุดกับที่ชั่งน้ำหนักนะคะ
ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่นำทาง รอรวมกลุ่มให้เขานำทางขึ้นเขาได้เลยค่ะ

ส่วนใครชิลๆ ก็เดินเล่น ช็อปปิ้งมื้อกลางวันกับมื้อเย็นในหมู่บ้านอีต่องก่อนได้ค่ะ แต่ต้องไปให้ทันก่อนที่เขาจะปิดนะคะ ถ้าจำผิดน่าจะ 09.30 น. -10.00 น. ประมาณนี้
พอใกล้ๆเวลาที่จะปิด จะมีประกาศเรียกจากเสียงตามสายของหมู่บ้าน เตือนพวกเราอยู่เรื่อยๆ ค่ะ คอยฟังกันให้ดีๆนะคะ มาช้าอดเดิน!

DAY 1

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพเกือบ 5 ทุ่ม ไปถึงอุทยานเกือบ 6 โมงเช้า ทริปเดินเขาไฟไหม้อีกแล้วว
จริงๆ น่าจะถึงเร็วกว่านี้ แต่มีช่วงที่ทำถนนเลยต้องๆ ค่อยไป

ไปถึงก็นอนรอ แปรงฟันล้างหน้า เตรียมตัว รอเวลาเปิดลงทะเบียนค่ะ
ดูเหมือนว่าทุกคนจะมาลงทะเบียนล่วงหน้ากันหมดแล้ว เหลือแต่กลุ่มเรา

ลงทะเบียนเสร็จก็มุ่งหน้าไปหมู่บ้านอีต่อง มองหาอาคารชั้นเดียวสีขาว
ที่นั่นจะเจอพี่ๆ เจ้าหน้าที่และพี่ๆ ลูกหาบมารอนักท่องเที่ยวอยู่ จัดแจงแบ่งสัมภาระ
เสร็จแล้วก็หาอาหารเช้ากินค่ะ พร้อมสั่งอาหารกลางวันห่อไว้ไปกินระหว่างทาง

เดินชมนกชมไม้จนเกือบ 10 โมง จึงเดินไปจุดเริ่มเดินค่ะ จะมีป้ายชี้ทางบอกทางไปเขาช้างเผือกอยู่
เจอเจ้าหน้าที่ยืนรออยู่ 1 ท่าน บอกว่า กลุ่มเราเป็นกลุ่มสุดท้าย
ยืนรอนักท่องที่ยวอีก 2 คนที่ยังไม่มาอยู่สักพัก พี่เขาบอกไม่ทันแล้ว ต้องออกเดินเลย เกือบโดนเทแล้วพวกเรา

หลังจากออกจากหมู่บ้านอีต่องมา จะเป็นทางเดินเรียบๆ มีต้นไม้ให้พอหลบแดด
เดินมาซักพัก ประมาณ 15-20 นาที จะเจอจุดตรวจบัตรเข้าช้างเผือกและป้ายต้อนรับ

อ้าว! ที่เดินมาแค่วอร์มหรอ หลังจากป้ายนี้คือของจริงสินะ

เช็คชื่อ ถ่ายรูปกับป้ายเช็คอินเป็นที่ระลึกว่า ได้เจอกันซักทีนะ เขาช้างเผือก

ก็เดินต่อไปค่ะ ช่วงแรกๆ มีเนินเขาให้ร่างกายตื่นตัวเล็กน้อย
เข้าพงหญ้า เลียบดงอ้อยไปเรื่อยๆ จนมาเจอป้ายบอกระยะทางป้ายแรก บอกความสูงน้ำทะเล
มีต้นไม้พอบังแดด ให้เรานั่งพักเหนื่อย

หลังจากป้ายแรกก็มาเลยค่ะ เดินขึ้นเขายาว แดดร้อน ประดังประเดเข้ามาพร้อมกันเลย
เดินขึ้นเขาไม่ท้อเท่าแดดร้อน แดดร้อนมากกกกกกก ไม่มีต้นไม้ให้หลบแดดเลย

ยิ่งช่วงที่เดินบนสันเขา เหมือนคนกำลังจะตายย ที่ขาดอากาศจะหายจายย
ร้อนแบบไม่ไหวแล้ว เจอร่มเงาต้นไม้ทีแทบพุ่งเข้าไปสิง

ระหว่างทางมีช่วงที่เป็นเนินชันๆ ดูอันตรายเหมือนกันค่ะ ทางอุทยานจะมีเชื่อกให้เราเกาะไต่ขึ้นไป

ระหว่างเดิน แดดมันร้อนมากจนไม่รู้จะไปหยุดหลบแดดกินข้าวกลางวันตรงไหนดี ทำได้แค่เดินกินขนมรองท้อง

จริงๆ ตรงป้ายบอกระยะทางแต่ละป้ายจะมีที่นั่งให้พัก มีต้นไม้ให้พอหลบแดดกินข้าวกลางวันกันได้
แต่คนแน่นทุกป้ายค่ะ คิดว่าไปพักจุดหน้าละกัน คนก็แน่นอีก รู้ตัวอีกทีก็เดินถึงแคมป์แล้ว

เดินๆ พักๆ ตามทางไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง
ประมาณเกือบบ่าย 2 ก็ถึงที่ตั้งแคมป์ค่ะ พี่ลูกหาบกางเต้นท์รอพวกเราเรียบร้อย

ตรงจุดกางเต็นท์มีต้นไม้พอให้หลบแดดนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ
เดินทางมาทั้งคืน บวกกับเจอแดดร้อนจัด ถึงเต็นท์แล้วสลบไสลกันทั้งกลุ่มค่ะ
แดดส่องหรือร้อนเหมือนซาวน่าแค่ไหน ก็ปลุกพวกเราไม่ได้

บ่าย 3 พี่เจ้าหน้าที่นำทาง ก็คอยมาบอกเดินแต่ละกลุ่ม ว่าใครจะขึ้นยอดเขาช้างเผือกให้เตรียมตัวเลย
จะเริ่มเดินเวลา 15.30 น. พวกเราก็ทะยอยๆ เดินตามพี่เจ้าหน้าที่ไป

ถัดจากแคมป์มานิดเดียวก็เป็นทางขึ้นเขา ทางชันและต้องปีนป่ายเอาเรื่องค่ะ มีเชือกให้เกาะไต่ขึ้นไป
ปีนขึ้นมาประมาณ 10 นาที ก็จะเริ่มติดคิวขึ้นสันคมมีด

บอกกงๆ ตอนนั้นกลัวมาก 55 เพราะเรากลัวความสูง
คิดวกวนกลับไปมา จะไปต่อดีไหม ยิ่งใกล้คิว เห็นคนปีนขึ้นไป เห็นคนเดินบนสันคมมีด ยิ่งกังวล
คนข้างหน้าก็ยังมาถอนตัวไม่ปีนขึ้นไปอีก เสียขวัญเลยเรา 55

แต่แบบไฮไลท์อ่ะ ไม่รู้อีกกี่ปีจะโทรติดอีก  เอาวะ! ไปก็ไป

ตอนปีนมีเจ้าหน้าที่และพี่ลูกหาบคอยช่วยดึงเรา มีเชือกให้เกาะดึงตัวเองขึ้นไป

ตอนปีนขึ้นตรงผาว่าน่ากลัวแล้ว ตอนขึ้นไปแล้วเจอสันคมมีด กรี๊ดดดด จะเป็นลมมมมม
หลายท่านสามารถลุกขึ้นเดินบนสันคมมีดได้เลย กราบบ
ส่วนเราต้องค่อยๆ คลานเข่าแบบสั่นๆ ไป จนพ้นสันคมมีด ใจเต้นแรง ขาสั่น มือสั่นไปหมด

ผ่านจากสันคมมีดมาก็จะเป็นเนินเขาน่ารักๆ เหมือนภูเขาในเทเลทับบี้
แต่ทางเล็กๆ ก็มีแอบน่ากลัวบ้าง ต้องเดินอย่างระมัดระวัง

ก่อนถึงยอด มีไต่เชือกนิดหน่อย และแล้วเราก็มาถึงยอดจนได้

ต่อคิวถ่ายรูปที่ระลึก นั่งชมวิวสักพัก เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ทะยอยลงก่อน 17.00 น.

ถามว่าขาลงอาการเป็นไง ถ้าเห็นคลิปวีดีโอก็คือ เรากำลังนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่ตรงสันคมมีดค่ะ กลัวสุดชีวิต 55

ตอนปีนผาขาลงยากกว่าขาขึ้น เพราะมองไม่เห็นข้างล่าง ไม่รู้จะยังไง ต้องหันหลัง เอาขาลง เกาะเชือก 2 ข้างไว้
พี่เจ้าหน้าที่จะคอยบอกให้นั่งยังไง เอาขาข้างไหนลง พี่เขาจะจับขาเราไปวางบนหินที่ให้เหยียบลงมาได้
ตอนอยู่บนนั้น อยู่ดีๆ สมองก็ลืมเรื่องซ้ายขวาไปซะงั้น สับขามั่วไปหมด

ลงมาถึงแคมป์อย่างปลอดภัยกันทุกคน พระอาทิตย์ตกกำลังสวยพอดี
พี่ลูกหาบก่อไฟ เตรียมต้มน้ำร้อน อุ่นกับข้าวรอพวกเราแล้ว

ผ่านวันที่ตื่นเต้นและเหน็ดเหนื่อยสลบแดด ตอนกลางคืนดาวเยอะ ลมพัดเย็นสบาย 3  ทุ่มก็หลับสนิท

ทริปนี้เริ่มต้นที่บ้านอิต่อง ตอนเช้าบรรยากาศดี
เดินเข้าทางซุ้มไม้ที่เขียนว่า บ้านอีต่อง เดินมาเรื่อยๆ จะเจอกับพี่เจ้าหน้าที่ยืนรออยู่


จุดเช็คอินและป้ายต้อนรับเหล่านักเดินเขา ส่วนที่เดินหอบมาจากหมู่บ้านอิต่อง นั่นยังไม่นับค่าา
ป้ายเขาช้างเผือก และเขาช้างเผือกที่ตั้งตะหง่านอยู่ด้านหลังป้าย
เดินพ้นจากป้ายมาสักพักก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงภูเขาโล้นๆ
เดินก้มหน้าหลบแดด ฝ่าพงหญ้าไปเรื่อยๆ
วันนี้ฟ้าใส แดดแรงจริงๆ
เดินไต่ระดับจนมาอยู่ระนาบเดียวกับเขาลูกอื่นๆ
เริ่มเข้าสู่ช่วงวิบากแล้วค่ะ เนินตรงนี้เป็นดินร่วนๆ ง่ายต่อการลื่นต้องค่อยๆ ค่อยๆเกาะเชือกไต่ขึ้นไป
นานๆ จะเจอต้นไม้สูงๆ ซักต้น ถึงจะไม่ค่อยช่วยบังแดดให้เราเท่าไหร่ แต่ก็มีคนนั่งพักเต็มทุกต้น
เดินบนสันเขาแบบนี้ไปตลอดทาง
เดินร้อนๆ มาเจอต้นไม้ที่เหมือนสวรรค์เลยค่ะ
เริ่มเห็นลานกลางเต็นท์แล้ว อีกนิดเดียว
ก่อนถึงลานกางเต็นท์ ต้องเจอเนินที่ต้องค่อยๆ เดินลงไป ดินจะลื่นหน่อยๆ
ต่อคิวเว้นระยะห่างกับคนข้างหน้าเพื่อความปลอดภัย
ลานกางเต้นท์ เป็นร่องเขารับทั้งแดดทั้งลมเต็มๆ
เย้! เจอกันสักทีนะ สันคมมีด
ซูมดูสันคมมีดและยอดเขาช้างเผือก
บ่ายสามโมงครึ่ง เริ่มเดินขึ้นสันคมมีด มีเชือกให้ไต่ขึ้นไป
ผู้พิชิตกลุ่มแรกถึงยอดเขาแล้ว
ตัดภาพไปหลังจากผ่านสันคมมีดไปแล้วนะคะ เอาตัวเองให้รอดพอ 55 เดินตามทางไปเรื่อยๆ
ด่านไต่เชือกสุดท้าย ก่อนถีงยอด
นักท่องเที่ยวทะยอยๆ เดินตามกันมา สวยงามมมมม
ถึงแล้วก็นั่งชิล ชมวิวพักเหนื่อย
ถ่ายรูปกับป้ายยอดเขาช้างเผือกที่ความสูง 1,249 เมตร ลมไม่มีเลยค่ะ
ต้องให้เพื่อนช่วยออกกองจัดฉากสะบัดธงให้ปลิวสวยงาม
วิวสวยๆ ด้านหลังยอดเขาช้างเผือก ที่ไม่ได้เปิดให้เดินไปต่อ
นั่งพักชมวิว ยังไม่สาแก่ใจ ก็ต้องเดินลงกันแล้ว
ช่วงเดินลงพระอาทิตย์กำลังตกพอดี
เล่นกับแสงส้มกันหน่อย
ต่อคิวลงสันคมมีด เว้นระยะห่างได้ไม่กดดันคนข้างหน้า 55
ดูในรูปก็ไม่ค่อยน่ากลัวนะ ทำไมของจริงน่ากลัวจังอ่ะ สั่นไปหมดเลย
ตอนลงต้องหันหลัง พี่เจ้าหน้าที่จะช่วยจับขาเราวางตรงที่เหยียบ
กล้องไอโฟน ถ่ายสีท้องฟ้าจะสวยไปไหนอ่ะ
ช่วงก่อนถึงสันคมมีดที่บอกปีนป่ายก็ยังงี้ค่ะ น่ากลัวพอๆ กับสันคมมีด
ระวังอย่าไปยืนใกล้เชือกโดยไม่จับอะไรนะคะ เผื่อคนอื่นจับเชือก แล้วเชือกมาดีดเรา
ต้องค่อยๆ นั่งเกาะหินลงมา

ถึงแคมป์กันอย่างปลอดภัยทุกคนแล้ว

แสงสุดท้ายของวัน
ฟ้าระเบิด บู้มมม
ท้องฟ้าสีชมพู
จบวันแรกอย่างสวยงาม กับพระอาทิตย์ตกสวยๆ

DAY 2

วันที่ 2 ไม่มีอะไรมาก ตื่นตอน 7 โมงเช้าเพราะแดดส่อง เต็นท์ร้อนจนนอนไม่ไหว
มีนักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มออกเดินกลับกันแล้ว

พวกเรากินขนมปัง เก็บของ เก็บเต็นท์ ด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวแดด 55
รวบรวมของให้ลูกหาบ แล้วก็เริ่มออกเดินตอนเกือบ 8 โมง

ขากลับใช้เวลาไม่นาน แปปเดียวมากๆ  ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงป้ายที่มีจุดตรวจ

เดินเรื่อยๆ ประมาณ 10 โมงก็มาถึงหมู่บ้านอีต่อง ลงมาจัดหมูกระทะก่อนเลย

ขากลับแวะอุทยานอาบน้ำเปลี่ยนชุด คืนสิ่งของที่ยืมไป รับใบประกาศนียบัตร
ถ่ายรูปหมู่แล้วก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพรวดเดียวยาว ทรมาณตัวเองมาแล้วพร้อมไปทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น

หมอกจางๆ ในเช้าวันที่ 2
เนินก่อนถึงลานกางเต็นท์ที่ต้องปีนกลับ start my day แบบหอบแฮกเหงื่อท่วมตัว
ลูกหาบเก็บเต็นท์เรียบแล้ว เหลือแต่ลานวางป่าว
หลังคาสังกะสี 2 อันนั้น นั่นแหล่ะค่ะ ห้องน้ำหลุมของเรา
บอกลาเขาช้างเผือก
กลับแล้วจ้า แดดยังไม่ร้อน ยังพอได้เดินชิลในทุ่งหญ้าเด้อ
นกเงือกที่อุทยานมาทักทายในระยะประชิด น้องงงงงงงงง


เป็นอันสิ้นสุดทริปไฟไหม้ ถ้าพลาดปีนี้ ต้องรออีกทีปีหน้า เพราะสมาชิกไม่ว่างกันแล้ว

เป็น 2 วัน 1 คืนที่สุดประทับใจ เป็นทริปเดินเขาที่ฟ้าเปิด พระอาทิตย์ตกสวยงามในรอบหลายทริปของเรา


แถมยังได้ปลดล็อคตัวเองอีก 1 อย่าง โดยการพาตัวเองที่ไม่ชอบความสูงและอะไรที่หวาดเสียวไปพิชิตสันคมมีดมาได้ /ซับน้ำตา

สำหรับเขาช้างเผือก เส้นทางระหว่างเดินอาจไม่มีอะไรมาก แต่ภูเขาตรงทางเดินไปยอดมันสวยมาก สูงตะหง่าดูมีพลังอย่างบอกไม่ถูก
ใช้เวลาเดินสั้นๆ เส้นทางเดินไม่ยากจนเกินไป ยกเว้นตรงทางไปสันคมมีดจนถึงยอด

ใครที่จะไป ถ้าโทรไม่ติดในปีนี้ อย่าเพิ่งท้อนะคะ ต้องมีสักปีที่เป็นของเราค่ะ
ตอนเดินก็ขอให้ระมัดระวัง และมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา ขอให้เดินอย่างมีความสุขและปลอดภัยกันทุกคนนะคะ

ขอบคุณที่ติดตาม เจอกัน Blog หน้าค่า

ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: