เด่นช้างนอน น่านไง!

สวัสดีค่ะ


รอบนี้จะพาไปเดินเขาแบบขึ้นสุดลงสุดกันที่เด่นช้างนอน จ.น่านกันค่ะ
โดยทริปนี้เราไปกันมาเมื่อวันที่ 15-18 ตุลาคม 2563

เด่นช้างนอน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน 
โดยการเดินจะใช้เวลา 3 วัน 2 ขึ้น โดยขึ้นจากตรงวัดดอนแก้ว จุดลงที่น้ำตกศิลาเพชร
วันที่ 1 และ 2 ใช้เวลาเดินวันละ 6 – 7 ชั่วโมง
วันที่ 3 จะเดินประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง แล้วแต่ความเร็วของแต่ละคนนะคะ

โดยทางขึ้นลง ลุงเวียน คนนำทางของเราบอกว่าสามารถขึ้นสลับกันได้ จะเริ่มจากน้ำตกศิลาเพชรก็ได้
อาจจะเป็นเรื่องของลานกางเต็นท์ที่มีจำกัด ถ้าคนเยอะน่าจะต้องแบ่งขึ้น 2 ฝั่ง
แต่เท่าที่เดินลงมาฝั่งน้ำตกศิลาเพชร รู้สึกว่าขึ้นฝั่งไหนก็โหดเหมือนกันค่าาา

การติดต่อ
สำหรับการติดต่อไปเดินที่เด่นช้างนอน เราไม่แน่ใจว่าสามารถติดต่อกับอุทยานยอดดอยภูคาตรงเลยได้ไหม

ทางเราหาข้อมูลจากในอินเตอร์เนต  โดยเราติดต่อกับลุงเวียน คนดังแห่งเด่นช้างนอน
สอบถามวันที่เราจะไปว่างไหม และยืนยันวันและจำนวนคน พร้อมตกลงจำนวนลูกหาบ
และลุงจะไปประสานงานเจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคาให้มาทำเอกสารและเสียค่าธรรมบ้านที่บ้านลุงเวียนอีกที

**เพิ่มเบอร์ติดต่อลุงเวียนไว้ให้นะคะ  เบอร์ 0948211165 อาจจะติดต่อยากหน่อย บางทีลุงอยู่บนเขา ต้องลองโทรเรื่อยๆ ค่ะ**

ใกล้ๆ วันก็โทรไปยืนยันกับลุงอีกครั้ง ก่อนวันเดินทางลุงก็จะโทรกลับมาคอนเฟิร์มจำนวนคนในทริปและจำนวนลูกหาบที่เราต้องการจ้าง และนัดหมายเวลาที่จะมารับที่ท่ารถ บขส. ปัว

โดยลุงเวียนจะจัดหาลูกหาบให้เรา เท่าที่ถามมาน่าจะมีจำกัด
พี่ลูกหาบจะสามารถแบกได้คนละ 20 กก. และแบกเฉพาะของส่วนกลางและไม่จะแบกน้ำเปล่าให้นะคะ  เพราะด้านบนมีแหล่งน้ำ ถ้ามีน้ำหนักเหลือก็อาจจะแบกของส่วนตัวได้อีกนิดหน่อย

เท่ากับกลุ่มเราเรามีคนนำทาง 1 คน คือ ลุงเวียน และพี่ลูกหาบอีก 3 คน
ซึ่งทั้งลุงเวียนและพี่ๆ ลูกหาบทุกคนดูแลพวกเราเป็นอย่างดีมากๆๆๆๆ  

อุปกรณ์ที่เตรียมไป
อุปกรณ์ทุกอย่างเราต้องเตรียมไปเองนะคะ
ตอนที่เราไป สอบถามลุงเวียนจะยังไม่มีอุปกรณ์ให้ยืมนะคะ

1.  เต็นท์ หรือจะผูกเปลนอนก็ได้ค่ะ มีต้นไม้ให้ผูกหลายจุดอยู่
2.  ฟลายชีท กราวด์ชีท สำหรับส่วนกลาง ไว้นั่งเล่นทำอาหาร
3.  แผ่นรองนอน ถุงนอน แล้วแต่สะดวก ช่วงที่เราไปเป็นปลายฝนต้นหนาว ช่วงคืนแรกหนาวและลมแรงสะใจเลยค่ะ
4.  ถุงกันทาก ที่นี่เขาว่าทากชุมมากๆ แต่ตอนที่เราไป แทบไม่เจอทากเลยค่ะ เจอน้อยมาก แต่เอาไปเผื่อก็ได้ค่ะ
5.  รองเท้า จะ Trekking ผ้าใบ หรือสตั๊ดดอยก็ได้ค่ะ เอาแบบพื้นยึดเกาะดีๆ หน่อย เอาไว้เบรคกันลื่น สตั๊ดดอยที่ตลาดปัวมีขายค่ะ
6.  ไม้เท้า Trekking Pole ได้ใช้ตอนขาลงแน่ๆ ช่วยได้เยอะเลยค่ะ
7.  เสื้อกันฝน ตอนเราไปฝนตกวันแรกหนักถึงหนักมาก เปียกปอนไปหมด
8.  เสื้อผ้าสำรองนิดหน่อย เอาไว้เปลี่ยนเผื่อเปียก
9.  ยาแก้ปวด น่องระเบิด ยาแมลงสัตว์กัดต่อย พาสเตอร์  ยาธาตุ ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย พกไว้อุ่นใจค่ะ
12. ถุงขยะ ไว้เก็บขยะกับใส่เสื้อผ้าเปียก หรือใส่ของให้ลูกหาบเผื่อฝนตก อย่างของเรา ของที่มากับลูกหาบเปียกหมดเลยค่ะ
13. ถุงกรองน้ำหรือเม็ดกรองน้ำ สำหรับคนไม่สะดวกดื่มน้ำจากน้ำตก

อาหารและน้ำดื่ม
อาหารเราต้องทำเองทั้งหมด สามารถแวะซื้ออาหารสดหรืออาหารแห้งที่ตลาดปัวก่อนขึ้นเขาได้ค่ะ

อาหารกลางวันวันแรกเราแวะซื้อจากตลาดปัว วันที่สองทำหมูทอด ใส้กรอกทอดแพคไปกินระหว่างทาง
ทางลุงเวียนจะหุงข้าวให้เรา โดยเราต้องซื้อข้าวสารขึ้นไปเอง

ส่วนน้ำดื่ม เราแบกน้ำดื่มกันขึ้นเองไปคนละ 2 ขวดใหญ่และ 2 ขวดเล็ก

วันแรก ช่วงเดินต้นๆ จะมีตาน้ำเล็กๆ ให้กรอกได้นิดนึง ตาน้ำนิดนึงจริงๆ ค่ะ
ที่แคมป์พี่ลูกหาบจะไปกรอกน้ำมาให้เราทำกับข้าวกับกรอกดื่มสำหรับวันที่ 2 ค่ะ  ซึ่งไม่เยอะนะคะ เพราะที่กรอกน้ำไกลมาก

วันที่ 2 เราจะนอนข้างน้ำตก แต่กว่าจะไปถึงน้ำตกก็ตอนเย็นแล้ว เพราะงั้นจัดสรรน้ำดื่มกันให้พอดีระหว่างเดินนะคะ
วันที่ 3 ก็กรองจากน้ำตกแล้วก็ต้มพกไปกินระหว่างทางได้ค่ะ 

ห้องน้ำ
ที่พักบ้านลุงเวียนจะมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำให้เราค่ะ หรือขากลับจะอาบที่น้ำตกศิลาเพชรก็ได้ค่ะ

ตอนอยู่บนเขาสามารถอาบน้ำที่น้ำตกในวันที่ 2 ได้ค่ะ

ห้องน้ำตามธรรมชาติ แล้วแต่จะเลือกกันเลยค่ะ

การเดินทาง
เราสามารถเดินทางไปน่านด้วยเครื่องบิน รถทัวร์หรือรถยนตร์ก็ได้ค่ะ
โดยเราต้องพาตัวเองไปถึง อ.ปัว ตอนเช้าก่อน 7 โมงของการเดินขึ้นเขาวันแรกนะคะ

พวกเราเดินทางด้วยสมบัติทัวร์รอบ 19.30 น. ถึงท่ารถปัวตอนเช้า 6.20 น.
โดยเราให้ลุงเวียนจัดรถมารับและส่งเราที่ บขส. ปัวค่ะ

ค่าใช้จ่าย
ค่ารถทัวร์ กทม – ปัว คนละ 1286 บาท
ค่าธรรมเนียมอุทยาน+ ค่ากางเต็นท์  100 บาท

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยประมาณ
ค่ารถรับส่ง บขส. ปัว  เหมาเที่ยว 1000 บาท
ค่าคนนำทาง 3 วัน 3000 บาท
ค่าลูกหาบคนละ 800/วัน  3 คน  7200 บาท
ค่าอาหารส่วนกลาง 300 บาท

หารออกมาตกคนละ 1500 บาท

สรุปทริปนี้ทั้งหมดจ่ายไปคนละประมาณ 3000 บาท

การเตรียมตัว
ก่อนไปเด่นช้างนอน เราอ่านรีวิวมาก็คิดว่าไม่น่ายากเท่าไหร่
พอเดินเสร็จ 3 วัน ขอยกให้เป็นที่ 1 ของความยากไปแล้วค่ะ
ทั้งเดินนาน ทั้งชัน ทั้งลื่น แต่แต้มบุญยังพอมี ไม่เจอทากมากวนใจ

เป็นเขาที่เดินขึ้นแบบไม่หยุด ตอนลงก็ลงไม่หยุดเช่นกัน บวกกับฝนตก ลื่นกันสนั่น ไหนจะสัมภาระที่หลัง ก็เป็นภาระจริงๆ

บางช่วงต้องใช้เชือกโรยตัวลงมา บางช่วงต้องทำตัวเป็นแพะภูเขา เป็นการเดินเขาที่มีความแอดเวนเจอร์หน่อยๆ เพราะงั้นเตรียมตัว ออกกำลังการทั้งแขนขา และหลังกันมาให้พร้อมค่ะ

วันที่ 1

หลังจากนั่งรถกันมาประมาณ 11 ชั่วโมง ก็มาถึงท่ารถ บขส.ปัว ตอนประมาณ 06.10 น.
ลุงเวียนมายืนรอพวกเราอยู่แล้ว ลุงมาพร้อมรถกะบะ 1 คัน พาพวกเรามุ่งตรงไปตลาดเทศบาล อ.ปัว เพื่อซื้อของทันที
จาก บขส. ไปตลาดใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ที่ตลาดจะมีทั้งอาหารแห้ง อาหารสด หมู ไก่ ผัก แล้วก็กับข้าวเป็นถุงๆ ไว้สำหรับซื้อพกไปกินมื้อกลางวันระหว่างเดิน
เราแยกย้ายกันต่างคนต่างซื้อ แบบซื้อกันบ้าคลั่งมากค่ะ ของรวมกันวางบนรถแล้วคนแทบนั่งไม่พอ
ซื้อกันจนลุงเวียนงง ว่าซื้อไปทำไม บางอย่างลุงต้องคัดออก ลุ๊งงงงงงงง

ก่อนเข้าบ้านลุงแวะเซเว่น ซื้อน้ำ ขนม มาม่ากันนิดหน่อย จากตลาดมาบ้านลุงเวียนไม่ไกลท่าไหร่ ประมาณ 10 นาทีค่ะ
ลุงพาแวะร้านสหกรณ์หมู่บ้านให้พวกเราช้อปต่ออีกนิดหน่อย

มาถึงก็เจอกับพี่ๆ ลูกหาบ เราจัดแจงแยกของที่จะให้พี่ลูกหาบ อันไหนดูท่าจะไม่ไหว ก็ต้องคัดออกให้พวกเราแบกไปเอง
ส่วนน้ำเปล่าพวกเราแบกกันเอง บวกกับของที่พกไว้เผื่อใช้ระหว่างทาง
ตกแล้วพวกเราจะแบกสัมภาระเอง คนละประมาณ  12 – 15 กก.

ซัก 8 โมงหน่อย เจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติดอยภูคามา มาอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวถึงที่บ้านลุงเวียน น่ารักกันมากๆ
โดยเราจะต้องกรอกเอกสารเข้าอุทยานและชำระค่าธรรมเนียมอุทยาน ค่ากางเต็นท์ คนละ 100 บาท

ถ้าใครมีสมุดพาสปอร์ตอุทยานแห่งชาติ อย่าลืมพกมาปั๊มตรากันด้วยนะคะ

ตรงบ้านลุงเวียนบรรยากาศดีมาก มีทุ่งนาเขียวขจี ไม่เดินแล้วได้ไหมเขา ขอนอนรอบ้านลุงเลยละกัน!

เตรียมตัวเสร็จก็นั่งรถไปจุดเริ่มเดิน เริ่มเดินกันเลยค่ะ!!

ตลาดสดที่เราแวะซื้ออาหารไว้ทำบนเขา ก่อนถึงบ้านเราลุงเวียน
เตรียมแยกของให้ลูกหาบที่บ้านลุงเวียน
คู่หูต่างสายพันธ์ข้างบ้านลุงเวียน เห่าทักทายทุกคน
วิวตรงบ้านลุงเวียนดีมาก อยากกางเต็นท์นอนรอเพื่อนตรงนี้เลย
ทุ่งนาเขียวๆ สุดลูกหูลูกตา

รีวิวการเดินวันแรก

ไม่มีอะไรมากค่ะ ขึ้น และขึ้น และขึ้นอย่างเดียวค่ะ!

เรานั่งรถกะบะจากบ้านลุงเวียน ประมาณ 10 นาที  กำลังชื่นชมว่าทางถนนสวยจัง มีต้นไม้โค้งเป็นซุ้มๆ
รถก็จอดที่จุดเริ่มเดิน จากบ้านลุงมาจุดเริ่มเดินไม่ไกลเท่าไหร่ นั่งรถไม่ถึง 10 นาที

เราเริ่มออกเดินตอนเกือบ 10 โมง ซึ่งช้าเกินไปนะคะ จริงๆ ควรเริ่มเดินตั้งแต่ 9 โมง
ทางช่วงแรกจะสบายๆ ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ชันเท่าไหร่

แต่!! อากาศร้อนอบอ้าวมากกกกกค่ะ ไม่มีลมเลยซักนิด
บวกกับกระเป๋าหนักๆ เดินแปปเดียวเสื้อเปียกแล้ว

เดินชมนกชมไม้ แวะพักกันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดพัก ที่มีตาน้ำอันเล็กๆ ไว้พอล้างหน้าล้างตา
เริ่มเดินต่อกันสักพัก ฝนก็เทลงมาเลยค่า เดินฝ่าฝนกันแปปเดียว เริ่มตกหนักไม่ไหวละ ต้องหยุดหยิบเสื้อกันฝนมาใส่กัน
ใส่ปุ้ปฝนหยุดปั้ป ทนใส่เสื้อฝนเดินกันอยู่แปปนึง เผื่อฝนตกอีก แต่ฝนไม่ตกแล้วจ้า และร้อนอบอ้าวมากจ้า

พอฝนตก หมอกก็มา ป่าก็ชุ่มชื่นสุดๆ  ลมก็เย็น เดินสบายขึ้นเยอะ เดินไปแวะไปเรื่อยๆ
จนฝนตกอีกรอบ รอบนี้ไม่ได้แอ้มเสื้อฝนเราหรอก เราเดินตากฝนกันเรื่อยๆ หวังว่ามันจะหยุดเร็วเหมือนรอบที่แล้ว

ผิดค่ะ มันตกหนักไม่หยุดและตกยาวเลย บ้าจริง!
แต่เราก็เปียกกันจนเกินกว่าจะคว้าเสื้อฝนมาใส่ทันแล้ว เลยเดินกันทั้งเปียกๆ

ตอนประมาณบ่ายโมง เราหยุดพักกินข้าวกลางวันท่ามกลางสายฝน
เสร็จแล้วก็เดินต่อ จนเจอจุดที่มีหมอกฟุ้ง สวยมาก
เราหยุดพักถ่ายรูป ทั้งรูปเดี่ยว ทั้งรูปหมู่ กดกันไปเป็นร้อยเพราะมันสวยจริงๆ
ถ่ายรูปเพลินโดยไม่รู้ว่าหลังหมอก คือ หายนะกำลังรอพวกเราอยู่

เดินพ้นหมอกมาเจอเนินอะไรสักอย่าง ไม่รู้มันมีชื่อเรียกไหม มีใครตั้งชื่อให้มันหรือยังคะ??

เป็นเนินที่ชันและยาวมาก แทบจะ 90 องศา บวกกับทางดินลื่นๆ ถึงกับถามตัวเองหลายรอบมากว่า มาทำไม!
เหมือนโดนเขาหลอก อุ๊ย! เห็นยอดแล้วใกล้ถึงแล้ว เดินขึ้นมา อ้าว! มีอีกยอด

เป็นเนินที่ไม่มีจุดให้พักเลย ทำได้แค่เอากระเป๋าพิงต้นไม้ จะยืนพักเฉยๆ ทางชันต้องเกร็งน่อง ตะคริวก็จะกินอีก
หลังก็เริ่มปวด ต้องพยายามโน้มตัวไปข้าง ไม่ให้หงายหลัง อยากโยนกระเป๋าทิ้งมากๆ
บางช่วงลื่น เดินขึ้นไม่ไหว ต้องใช้มือช่วยตะกรุยดินขึ้นไป

จุดแวะพักจุดแรกที่มีตาน้ำ
ตาน้ำน้อย พอเอาไว้ล้างหน้าล้างตา

บรรยากาศดีมากๆ หมอกจางๆ ด้านหลังที่ซ่อนอยู่หลังหมอกนั่นก็คือ เนินปลิดชีพนั่นเอง!
สภาพแต่ละคนตอนเดินเนินนี้ ซอมบี้มากๆ ค่ะ

เราเดินๆ คลานๆ ผ่านเนินนั้นมา จนมาถีงจุดพัก เจอพี่ลูกหาบที่ไปเอาน้ำบอกว่า อีก 30 นาทีจะถึงแล้ว

เป็น 30 นาทีที่นานเหมือน 3 ชั่วโมง
ดินเหนียวลื่นๆ เหยียบไปตรงไหนก็ลื่น จิกนิ้วจนเกร็งไปหมด เดินๆ ลื่นจนมาถึงแคมป์เกือบ 5 โมงเย็น เชื่อแล้วว่าถึงเย็นจริงๆ

มาถึงจุดกางเต้นท์คือ ฟินมาก  วิวสวยมาก หมอกมาเต็ม
นั่งชมวิวพอให้หายเหนื่อย ก็ต้องรีบจัดการการเต็นท์เพราะใกล้ค่ำแล้ว  

ตรงจุดนี้ที่กางเต็นท์แบบที่เรียบๆ เห็นวิวภูเขาค่อนข้างน้อย  
จะมีลานข้างล่างพอให้กางเต็นท์ได้อีก หรือจะเดินไปหน่อยจะมีจุดให้กางได้เหมือนกัน วิวภูเขาอลังเหมือนกัน

คืนนี้อากาศเย็น ลมพักแรง กินข้าวเม้าท์มอยกัน 3 ทุ่มก็แยกย้าย

จบวันแรกแบบเหนื่อยล้า ทั้งอดหลับอดนอน ตากฝน เป็นไข้ ปวดหลัง
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด่นช้างนอนโหดมาก ตอนแรกคิดว่าวันแรกโหดแล้ว วันที่ก็สองไม่แพ้กันค่ะ!

วิวตรงที่กางเต็นท์ สุดยอดไปเลย


วันที่ 2

วันนี้เราตื่นกัน 7 โมง เก็บเต็นท์ ทำอาหารกว่าจะได้ออกเดินก็เกือบ 10 โมง
ช่วงเช้าเราจะเดินบนสันเขา เลียบหน้าผาไปเรื่อยๆ

เลยจากจุดกางเต็นท์มานิดเดียว จะเจอกับลานกางเต็นท์อีกจุดหนึ่ง
พี่ลูกหาบบอกว่า ตรงจุดสมัยก่อน ช้างที่ชาวบ้านเลี้ยงจะขึ้น มากิน มานอนตรงนี้ เลยเรียกว่าเด่นช้างนอน อ๋อ งี้นี้เอง!

เลยจุดช้างนอนมา ก็เป็นสันเขายาวๆ มีหมอกคลอเคลียเป็นพักๆ
ที่เห็นในรูปว่าสวยเลย มาเห็นของจริง สวยมากกกกกกกกกกกก  

ทางเดินเป็นหน้าผา ค่อนข้างหวาดเสียว เดินชิดซ้ายกันไว้นะคะ

เดินไปจนถึงจุดนึง จะมีจุดอันตราย พี่ลูกหาบบอกว่าใครไม่ไหว ฝากกระเป๋าไว้กับพี่เขาแล้วเดินตัวเปล่าไป
พวกเราดูแล้วพอไปไหว เลยแบกไปกันเอง คิดผิด!!

ด่านตรงนี้ มันจะยังงี้นะคะ

มีบันไดไม้ มีเชือกที่พี่ลูกหาบผูกไว้ให้เกาะ ข้างๆ เป็นหน้าผาน่าหวาดเสียวมาก คนกลัวความสูงแบบเราแค่มองก็จะเป็นลม
เดินลงบันไดมา ต้องรับบทแพะภูเขา ทำตัวแนบภูเขาไว้สุดๆ  เพราะทางเดินเล็กมาก และดินก็ร่วนๆ

เสร็จแล้วต้องมาต่อคิวปีนผา ขอเรียก ผา เพราะมีแค่ซอกหินเล็กๆ ให้เหยียบ  
ทางพี่ๆ คนนำทาง ทำไม้ไว้ช่วยเหยียบ แต่จุดนั้น เหยียบมั่วไปหมด สมงสมองไปหมดแล้ว

เสร็จแล้วก็ต้องทำตัวเป็นแพะภูเขาต่อ เอาตัวแนบภูเขาเดินต่อไปอีกนิด
ดินร่วนๆ จังหวะที่เหยียบดินแล้วดินร่วง แม่จ๋า! มันน่ากลัวมากกกก พลาดไปคือร่วงยาว

จริงๆ มันมีอะไรที่ต้องปีนป่าย ดูน่าหวาดเสียวอยู่หลายจุด แต่จุดนั้นจำอะไรไม่ได้แล้ว กลัวอยู่ 55

ต่อจากด่านแพะภูเขา ก็จะมากลับเดินเลียบสันเขา ปีนไปจนถึงยอดน้อยๆ
หันหลังมาเจอวิวอลัง พวกเรานั่งชื่นชมหมอกไหลขึ้นลงโอบภูเขาอยู่พักนึงจึงออกเดินต่อ

เดินจนเจอพี่ลูกหาบตรงทางแยก พี่ลูกหาบบอกว่า ทางขวาขึ้นไปยอด 1900 ทางซ้ายลงไปจุดกางเต็นท์

พวกเราพร้อมใจกันเลี้ยวซ้าย โดยไม่ได้นัดหมาย ไม่มีการปรึกษาหารือใดๆ ทั้งสิ้น
ที่ผ่านมาเมื่อวานกับด่านเมื่อกี๊คือสุดแล้ว ยอด 1900 ไม่จำเป็นอีกต่อไป 55

อีกอย่างกลัวจะมืดก่อนถึงที่แคมป์ 2
ถ้าใครจะไปยอด 1900 แนะนำว่าออกเดินเช้าหน่อยนะคะ เห็นว่าใช้เวลาพอสมควร

หลังจากทางแยกก็จะเป็นทางเดินลง เรียกว่าลื่นลงดีกว่าค่ะ ทางลาดเอียงแทบจะ 90 องศา บวกกับฝนตกเมื่อวานนี้
บางช่วงพี่ลูกหาบต้องใช้เชือกผูกให้เราไต่ลงมา เพราะถ้าเดินลงเอง นอนสไลด์ลงมาน่าจะง่ายกว่า

ช่วงไต่ลงเชือกก็น่ากลัวหน่อยๆ กลัวพลาดลื่นไปเจอเพื่อน ได้ลากกันไปกองข้างล่างกันหมด
จริงๆ มันมีไม้ไผ่ให้เกาะนะคะ ลองแล้ว ไม่ถนัดเลยจริงๆ โรยตัวด้วยเชือกจะง่ายมากว่า
พี่ลูกหาบจะเป็นคนผูกเชือกให้เรา  พี่เขาทุ่มเทมาก ถอดจุดนี้ไปร้อยจุดนั้น ไม่กลัวลื่นเลย ซึ้งใจ ><
จุดนี้นอกจากขาที่ร้าวไปแล้ว ก็จะได้เแขนร้าวจากการดึงตัวหนักๆ ของตัวเองโรยตัวลงมาเพิ่มขึ้นมาอีก

เดินๆ ลื่นๆ กันจนมาเจอน้ำตก ข้ามน้ำตก เดินขึ้นเนินอีก 2 นาทีก็เจอจุดกางเต็นท์แคมป์ 2 แล้วค่ะ  

มาถึงแคมป์ 2 ตอนเกือบ 3 โมงเย็น มีเวลาให้เล่นน้ำ กางเต็นท์ นั่งชิลกันเหลือเฟือ

จุดกางเต็นท์ตรงนี้จะมีเป็นลานโล่ง อยู่ในหุบเขา อากาศเย็น แต่ลมจะไม่เรงเท่าวันแรก
เลือกกางเต็นท์ดีๆนะคะ อย่างไปกางทับทางที่วัวเดิน
เพราะตอนดึกวัวจะเดินมาตรงแถวจุดกางเต็นท์ค่ะ น้องมาจริงค่ะ ตี 4 ตามนัดเลย

วันนี้เดินไม่นาน ไม่ตากฝน เลยมีแรงเหลือ นั่งเล่น ผิงไฟแก้หนาวกันเกือบ 5 ทุ่มก็แยกย้ายค่ะ

วันที่ 3

วันสุดท้ายที่เด่นช้างนอน วันนี้ตื่นมาอาการปวดขา น่องระเบิด เริ่มมาแล้วค่ะ เล็บเริ่มม่วงกันแล้ว 55

ตื่นแล้ว ลงไปแปรงฟัน ล้างหน้าที่น้ำตก น้ำเย็นสดชื่นสุดๆ

เช้านี้เริ่มต้นวันด้วยมาม่าผัดหอยลายแห้งน้ำคลุกคลิก และกระเพราะหมูน้ำใจจากเพื่อนอีกกลุ่ม

วันนี้ไม่ได้ทำอาการกลางวันไปกินระหว่างทาง ได้ยินว่าจะถึงจุดหมายตอน 12.30 น.
พกแค่ขนมๆ ไว้รองท้องระหว่างทาง

เราเก็บเต็นท์เริ่มออกเดินตอน  9.30  น. ทางเดินวันนี้เป็นทางสลับขึ้น สลับกับลง
ขึ้นไม่สูงมากนัก แต่ลงเอาเรื่องอยู่  ทางจะเป็นหินก้อนเล็กๆ เป็นช่วงๆ ลื่นเป็นหย่อมๆ เหมือนเดิม

จากจุดกางเต็นท์เดินประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เจอน้ำตกให้นั่งพัก
ตรงน้ำตกจะมีไม้พาดให้พวกเราเดินข้าม หรือใครจะลุยน้ำไปก็ได้ ช่วงที่เราไปน้ำน้อยแล้ว

หลังจากน้ำตกเดินอีกประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง บ่ายโมงเราก็มาถึงน้ำตกศาลาเพชร  เป็นอันว่าสิ้นสุดการเดินเด่นช้างนอน
พวกเราพุ่งเข้าร้านอาหารก่อน จัดส้มตำ ไก่ย่าง ไส้อั่วและน้ำโค้กจุกๆ ไปเลยค่า

เพื่อนบางคนก็ไปอาบน้ำที่น้ำตก บางคนก็ไปอาบที่บ้านลุงเวียน
นั่งรถกะบะจากน้ำตกศิลาเพชรไปบ้านลุงเวียนแค่แปปเดียว
หลังจากเคลียร์ของ เคลียร์ค่าใช้จ่าย แพคของเรียบร้อย ก็ต้องล่ำลาลุงเวียน ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกด้วยฉากบ้านสวยๆ ตรงข้ามลุงเวียน
ลุงเวียนส่งพวกเราขึ้นรถกะบะ เราขอแวะร้านลำดวนทอผ้า กินกาแฟ ดูของฝาก ก่อนลุงจะไปส่งเราที่ บขส.

รถทัวร์รอบ 5 โมงครึ่งมาถึง กทม. ตอนตีสี่ครึ่ง คลานลงรถทัวร์ไปตอกบัตรเข้างานตอน 8 โมงยังทัน!
ถ้าเธอเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า ทำไมออกจากป่ามาล้ากว่าเดิม ร้าวด้วย ฮืออ

ลุงเวียน ผู้ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี

สรุปเด่นช้างนอน

10 10 10 ไม่หักเลยค่ะ! ทั้งความสวย ความโหด ความเดินนาน ความชัน ความลื่น ความด่านวัดใจ

สำหรับเราเด่นช้างนอนช่วงปลายฝนต้นหนาวในเดือนตุลาคม สวยมาก เขียวชุ่มฉ่ำมาก หมอกฟุ้ง
แต่ก็อันตรายหน่อยๆ คิดสภาพวันที่ 2 ที่เป็นแพะภูเขา ถ้าฝนตกลงมาอีก คงจะทุลักทุเลน่าดู
แต่ถ้ามีโอกาสต้องไปซ้ำยอด 1900 แน่นอนนนน

หากใครจะไป เตรียมตัวกันให้ดีๆ ทั้งร่างกาย น้ำดื่มและอาหารการกิน
ออกกำกำลัง ยืดร่างกายกันให้หนักๆ
แบกสัมภาระไปแต่พอดี หนักเกินอาจเป็นภาระระหว่างเดิน
นักเดินเขามือใหม่อาจจะท้อหน่อย แต่ถ้าเตรียมตัวตัวใจให้พร้อม เราว่าไปได้ทุกคนค่ะ

และขอให้เดินอย่างระมัดระวัง และปลอดภัยกันทุกคนนะค้า
ที่สำคัญอย่าลืมรักษาความสะอาด เก็บขยะกันลงมาด้วยนะคะ

ไม่มีหมวดหมู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: